คำศัพท์แห่งปี 2025 ของ Oxford Wordจาก Click Bait สู่ Rage Bait ปลุกปั่นให้หัวร้อนกับราคาที่ผู้เสพโซเซียลและสังคมต้องจ่าย

ปี 2025 กำลังจะผ่านพ้นไป นับเป็นอีกหนึ่งปีที่มอบบทเรียนสำคัญบนโลกการสื่อสารดิจิทัลให้กับเรา ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งและสารพัดปัญหาที่รุมเร้าผู้คนทั่วทั้งโลก เราได้เห็นวิวัฒนาการของการช่วงชิงความสนใจในสมรภูมิโซเชียลมีเดียที่ดุเดือดขึ้นทุกขณะ เพื่อให้ได้มาซึ่งยอด Engagement ทั้งไลก์ แชร์ และคอมเมนต์ กลยุทธ์เดิม ๆ อย่างการพาดหัวข่าวให้ตื่นเต้นเกินจริงแบบ Click Bait หรือการล่อให้คลิก กำลังถูกแทนที่ด้วยกลยุทธ์ใหม่ที่อำมหิตกว่า นั่นคือ Rage Bait หรือการจงใจปั่นประสาทให้ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์มีอาการหัวร้อน ซึ่ง Oxford Word ได้ยกให้เป็นคำศัพท์แห่งปี เพื่อสะท้อนภาพจำของปรากฏการณ์ออนไลน์ในปีนี้ได้อย่างชัดเจนที่สุด

แล้ว Rage Bait คืออะไร เว็บไซต์ Oxford Word นิยามคำนี้ไว้ว่า คือ “เนื้อหาออนไลน์ที่ถูกจงใจ สร้างขึ้นเพื่อกระตุกต่อมโกรธ จุดชนวนความไม่พอใจ หรือยั่วยุให้เราหัวร้อนโดยเฉพาะ เพราะอารมณ์เหล่านี้ คือเชื้อเพลิงชั้นดีที่ช่วยปั๊มยอด Engagement ให้พุ่งสูงขึ้น” พูดง่าย ๆ ว่านี่คือกลยุทธ์ของผู้ผลิตคอนเทนต์ที่ต้องการยืนเด่นท่ามกลางกระแสข้อมูลข่าวสารที่ท่วมท้นมหาศาล ดั่งเม็ดทรายริมชายหาด การจะดิ้นรนให้มีแสง หรือมีตัวตนขึ้นมาได้ พวกเขาจึงเลือกใช้ Rage Bait เป็นกับดัก เพื่อหยุดนิ้วของผู้ใช้สื่อ และดึงให้จมดิ่งไปกับอารมณ์ร่วมที่เขาสร้างขึ้น ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ภาพที่ 1 โพสต์จากเพจบิ๊กเกรียน กรณีปัญหาไทยกัมพูชา

ที่มา: https://www.facebook.com/share/p/1Bwh3LwNfY/

จากกรณีศึกษาภาพข้างต้น คือตัวอย่างของการใช้ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา มาเป็นเชื้อเพลิง โดยผู้สร้างเลือกใช้ Visual Hook ที่รุนแรงที่สุดอย่างภาพธงชาติไทยที่กำลังถูกเผา ทันทีที่เห็นสัญลักษณ์ของความเป็นชาติที่ถูกย่ำยีจะกระตุ้นสมองส่วนอารมณ์ให้ทำงานทันที เกิดความรู้สึกยอมไม่ได้และโกรธแค้นก่อนที่สายตาจะทันได้อ่านเนื้อหาด้วยซ้ำ นี่คือข้อพิสูจน์ว่า Rage Bait ไม่ได้จำกัดอยู่แค่พาดหัวข่าว แต่อาจมาในรูปแบบภาพนิ่งหรือวิดีโอที่จงใจเลือกหรือออกแบบมาเพื่อกระแทกใจคนดู

เมื่อผสมโรงกับภาวะการแบ่งขั้ว “เรา-เขา” (Us vs Them) ยิ่งที่ทำให้เรารู้สึกโดนดูหมิ่นศักดิ์ศรี คนไทยจำนวนมากจึงเข้าไปปกป้องชาติในช่องคอมเมนต์ จนพื้นที่นั้นกลายเป็นสนามรบทางวาจา หารู้ไม่ว่า ยิ่งเราด่า ยิ่งเราหยุดดู อัลกอริทึมกลับมองว่านี่คือ Quality Engagement และยิ่งดันโพสต์นี้ให้ดังระเบิดไปอีก กลยุทธ์การสร้าง Rage bait จึงเป็นที่นิยมใช้ในเพจชื่อดังที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก

กลยุทธ์ Rage Bait นั้นมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับบริบทแวดล้อม ทั้งในมิติของการเมือง สังคม และวัฒนธรรมของแต่ละประเทศอย่างแยกไม่ออก ทำให้เนื้อหาประเภทนี้มักมีลักษณะเฉพาะของแต่ละสังคมเป็นอย่างมาก กล่าวคือ เรื่องราวที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อจุดชนวนความโกรธให้คนในประเทศหนึ่ง “หัวร้อน” อาจกลายเป็นเรื่องที่ไม่สามารถกระตุ้นอารมณ์ร่วมใด ๆ กับผู้คนในอีกประเทศหนึ่งได้ หากขาดความเข้าใจในบริบททางสังคมร่วมกัน คล้ายกับ “มุขตลก” ที่ก็มีความเฉพาะมาก ๆ ที่มุขตลกในอีกสังคมหนึ่งก็อาจจะไม่ Get ในอีกสังคมหนึ่งก็ได้เหมือนกัน

          แม้เป้าหมายเบื้องต้นของการทำ Rage Bait คือการปั๊มยอด Engagement เพื่อฝ่าด่านอัลกอริทึมและถูกมองเห็นจากผู้ใช้เหนือคู่แข่งนับล้านในตลาดคอนเทนต์ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป้าหมายสูงสุดที่แท้จริงคือเม็ดเงิน ซึ่งเป็นรายได้ที่งอกเงยจากยอดไลก์ ยอดแชร์ และคอมเมนต์ กลายเป็นแรงจูงใจสำคัญที่เปลี่ยนให้ Rage Bait ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่กลายเป็นกลยุทธ์ทำเงินที่สำคัญที่สุดในยุคที่ทุก ๆ คนสามารถเป็นคอนเทนครีเอเตอร์ได้ เพราะอัลกอริทึมไม่ได้สนใจเรื่องถูกผิดดีชั่ว แต่สนใจเฉพาะปริมาณหรือจำนวนที่ผู้ใช้ให้ความสนใจกับโพสต์หรือเนื้อหานั้น ๆ

          ในบทความของบีบีซี เรื่อง What is rage-baiting and why is it profitable? มองว่า การแพร่ระบาดของคอนเทนต์ปลุกปั่นอารมณ์นี้ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เติบโตไปพร้อมกับระบบนิเวศของครีเอเตอร์บนโซเชียลมีเดียที่ซึ่งแพลตฟอร์มต่าง ๆ มีการจ่ายค่าตอบแทนตามยอดการมีส่วนร่วมของผู้ใช้สื่อออนไลน์ ดังนั้นเมื่อความสนใจถูกตีค่าเป็นตัวเงิน ครีเอเตอร์จำนวนมากจึงพบว่า ยิ่งสร้างความหัวร้อนได้มากเท่าไหร่ ผลตอบแทนก็ยิ่งงอกเงยมากเท่านั้น เนื้อหาประเภท Rage Bait จึงแทรกซึมไปทั่วทุกวงการ ตั้งแต่เรื่องไลฟ์สไตล์เบาสมองอย่าง สูตรอาหารพิสดาร ไปจนถึงดราม่าของคนดังและไอดอล แต่ที่น่ากังวลที่สุด คือการถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในสมรภูมิการเมือง โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้งหรือช่วงที่สังคมมีความแตกแยกสูง Rage Bait ได้กลายเป็นอาวุธสำคัญที่ใช้ยั่วยุอารมณ์มวลชน ขับเคลื่อนวาระทางการเมือง และสร้างความเกลียดชังให้ร้าวลึกยิ่งขึ้น

          ประเด็นนี้ชวนให้ผมนึกย้อนไปถึงคำพูดของครีเอเตอร์ท่านหนึ่งที่เคยกล่าวไว้ว่า สำหรับเขาแล้ว การสร้างคอนเทนต์ที่ยั่วยุให้สาธารณชนโกรธเกรี้ยวหรือแห่กันเข้ามาถล่มคอมเมนต์ด่าทอ ถือเป็นความสำเร็จในสมการของ Engagement เพราะนั่นคือเป้าหมายสูงสุดที่เขาวางไว้ แต่สิ่งที่ครีเอเตอร์ท่านนั้นอาจหลงลืมไปก็คือ ราคาที่สังคมต้องจ่าย เขาอาจไม่ได้ตระหนักว่าทุกยอดวิวที่แลกมาด้วยความเกลียดชัง ได้ทิ้งรอยร้าวที่ยากจะประสานไว้ในสังคมอย่างไรบ้าง นี่คือโจทย์สำคัญที่เราควรนำมาพิจารณาให้หนักยิ่งกว่าตัวเลขรายได้ที่ได้รับมาเสียอีก

แน่นอนว่าแนวคิดอย่างหลังนี้คงมีครีเอเตอร์น้อยคนที่จะรับฟัง เพราะมันสวนทางกับลักษณะของอัลกอริทึมที่มุ่งแพร่กระจายคอนเทนต์ที่มี Engagement เยอะ ๆ ซึ่งจากบทความข้างต้นของบีบีซีนั้นให้ข้อมูลว่าความจริงแล้วคอนเทนต์ Rage bait อาจจะสร้างมาจากคนไม่กี่คนแต่การทำงานของอัลกอริทึมที่มันแพร่กระจายให้ดูเหมือนว่าเป็นเรื่องราวใหญ่โต หรือเป็นความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่

ในมุมมองของผู้เสพสื่อ ผลกระทบที่น่ากังวลคือภาวะการหลีกเลี่ยงข่าวสารที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากการรับชมคอนเทนต์ประเภท Rage Bait อย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาวะทางจิต ไม่ว่าจะเป็นความเครียดสะสม อาการนอนไม่หลับ หรือความวิตกกังวล เมื่อพื้นที่ออนไลน์เต็มไปด้วยมลพิษทางอารมณ์ ผู้ใช้สื่อจำนวนมากจึงเลือกที่จะสร้างเกราะป้องกันตนเองด้วยการลดการรับรู้ข่าวสาร หรือถึงขั้นปิดกั้นช่องทางต่าง ๆ ดังจะเห็นได้จากกระแสการทำ Social Detox ที่ได้รับความนิยมมากขึ้น เพื่อบำบัดความเหนื่อยล้าจากโลกโซเชียลมีเดีย

ประเด็นที่น่าห่วงใยยิ่งกว่า คือเมื่อคอนเทนต์ยั่วยุอารมณ์เหล่านี้ถูกนำไปใช้ในบริบททางการเมือง หรือในสังคมที่มีความเปราะบางเรื่องความหลากหลาย ทั้งทางวัฒนธรรม ความเชื่อ ชาติพันธุ์ และเพศสภาพ กลยุทธ์ Rage Bait จะยกระดับความรุนแรงกลายเป็น Rage Farming คือ เนื้อหาเหล่านี้จะค่อย ๆ บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความเกลียดชัง สร้างความแตกแยกทางความคิด มีการแบ่งขั้วทางการเมือง (Political Polarization) ให้ร้าวลึกยิ่งขึ้น จนอาจนำพาสังคมไปสู่จุดแตกหักและการใช้ความรุนแรงในท้ายที่สุด

          ผลกระทบประเด็นสุดท้ายที่น่ากังวลที่สุด คือการที่ Rage Bait เข้ามาทำลายความยับยั้งชั่งใจของผู้รับสาร จนเผลอแสดงออกผ่านโซเชียลมีเดียอย่างขาดสติ หลายครั้งที่คอมเมนต์ด้วยอารมณ์โกรธแค้นนั้นได้พาผู้ใช้งานก้าวข้ามพรมแดนจากการแสดงความคิดเห็น ไปสู่พื้นที่เสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัวไม่ว่าจะเป็นการหมิ่นประมาทบุคคลอื่น การพลั้งเผลอเผยแพร่ข้อมูลเท็จ หรือการปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังต่อผู้อื่น สิ่งเหล่านี้ล้วนมีราคาที่ต้องจ่าย เพราะปลายทางของความสะใจหน้าคีย์บอร์ด อาจจบลงด้วยการถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ทั้งข้อหาหมิ่นประมาทและการนำเข้าข้อมูลเท็จ ซึ่งกำลังกลายเป็นคดีความที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมากในปัจจุบัน

          ดังนั้นท่ามกลางคอนเทนต์ปั่นประสาทที่มีอยู่เต็มโซเซียลมีเดีย สิ่งที่พวกเราในฐานะผู้เสพสื่อพึงกระทำคือการตั้งสติแล้วเริ่มมาตรการ “หยุด-คลิก-ลด” เริ่มต้นด้วยการ “หยุด” เป็นเชื้อเพลิงให้อัลกอริทึม โดยการเมินเฉยอย่างสิ้นเชิง ไม่หยุดดู ไม่กดไลก์ ไม่แชร์ และไม่คอมเมนต์ ต่อด้วยการใช้เครื่องมือทางเทคนิคคือการ “คลิก” ที่สัญลักษณ์จุดสามไข่ปลาบนโพสต์เพื่อเลือกคำสั่ง “ไม่สนใจ” (Not Interested) หรือ “รายงานโพสต์” ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณตรงไปบอกแพลตฟอร์มให้ลดการนำส่งเนื้อหาขยะเหล่านี้ และท้ายที่สุดคือการ “ลด” เวลาหน้าจอลง หันมาบำบัดจิตใจด้วยการทำ Social Detox เพื่อดึงตัวเองกลับมาสู่โลกแห่งความจริง ไม่ว่าจะเป็นการใช้เวลากับครอบครัว สัตว์เลี้ยง หรือเพลิดเพลินกับงานอดิเรกอย่างการอ่านหนังสือและทำอาหาร แทนที่จะจมจ่อมอยู่กับหน้าจอที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง

อย่างไรก็ตาม หากท่านสำรวจตนเองแล้วพบว่าพิษภัยจากโลกออนไลน์ได้กัดกินความรู้สึกจนเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต การก้าวออกมาขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญคือทางออกที่สำคัญที่สุด โปรดอย่าปล่อยให้ความเครียดสะสมจนลุกลามกลายเป็นโรคทางจิตเวช การเดินเข้าหาจิตแพทย์เพื่อปรึกษาและรักษาใจถือเป็นเรื่องปกติ ของคนยุคนี้และไม่ใช่เรื่องน่าอายแต่อย่างใด เพราะการมีสุขภาพจิตที่เข้มแข็ง คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่จะทำให้เรายืนหยัดอยู่ได้อย่างรู้เท่าทันในโลกดิจิทัล

รายการอ้างอิง

https://www.bbc.com/news/articles/c4gp555xy5ro

https://corp.oup.com/word-of-the-year/

หมายเหตุ บทความนี้ใช้ Gemini สำหรับการเรียบเรียงข้อความให้สละสลวย และแก้ไขคำผิดให้ถูกต้อง โดยผู้เขียนมีการปรับแก้ไขอีกครั้งเพื่อให้สอดคล้องตามวัตถุประสงค์ที่ผู้เขียนกำหนดไว้ตั้งแต่เริ่มต้น ภาพประกอบบทความสังเคราะห์ด้วย Gemini

5/5 - (1 vote)
แชร์บทความ
Scroll to Top