5 เทคนิค เล่าเรื่องเพื่อสร้างสันติภาพสำหรับผู้นำชุมชนชายแดนใต้
ทุกครั้งที่มีข่าวจากในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ มักมาพร้อมกับภาพความรุนแรงซึ่งสะท้อนผ่านมุมมองของสื่อที่อาจจะนำเสนอเพียงเพื่อเรียกเรตติ้ง แต่เคยสงสัยไหมว่า ถ้าคนในพื้นที่อย่างผู้นำท้องถิ่นได้เล่าเรื่องเหล่านี้ด้วยตัวเอง จะมีพลังมากแค่ไหน? อาจเปรียบได้กับหยดน้ำเล็กๆ ที่ไหลลงบนผืนน้ำ ช่วยสร้างคลื่นกระเพื่อมแผ่ขยายออกไปไม่สิ้นสุด ที่อาจช่วยเปลี่ยนภาพจำเดิม ๆ และปูทางสู่สันติภาพ ซึ่งมี 5 เทคนิคง่าย ๆ ที่ผู้นำชุมชนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเล่าเรื่องได้ เพื่อเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงที่ช่วยสร้างความเข้าใจที่แท้จริงให้แก่คนนอกพื้นที่

1. เล่าความจริงจากประสบการณ์ ไม่ใช่แค่ความรู้สึก
- เล่าตามลำดับเหตุการณ์ เห็นอะไรก่อน–หลัง
อย่าเริ่มต้นด้วยความรู้สึก เช่น “มันแย่มาก” หรือ “เขาเลวมาก” แต่ให้เริ่มจาก “เกิดเหตุการณ์อะไร เมื่อไหร่ ที่ไหน ใครอยู่ในเหตุการณ์”
ตัวอย่าง “เมื่อวันที่ 5 ที่ผ่านมา ตอนบ่ายสาม มีเสียงระเบิดดังขึ้นที่หน้าตลาด ผมอยู่ห่างไปประมาณ 200 เมตร ได้ยินเสียงชัดเจน คนในตลาดตกใจกันหมด”
- แยกชัดเจนระหว่าง ‘สิ่งที่เห็นจริง’ กับ ‘ความรู้สึกส่วนตัว’
การแสดงความรู้สึกไม่ใช่เรื่องผิด แต่ควรแยกให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ข้อมูลถูกบิดเบือน และยังคงความน่าเชื่อถือของคนเล่า
ตัวอย่าง “ผมเห็นแม่คนหนึ่งวิ่งหาเด็ก ลูกเธอล้มจนขาเลือดออก คนรอบข้างช่วยกันหาผ้าพันแผล ผมรู้สึกสงสารและรู้สึกว่าเหตุการณ์แบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้นอีก”
- สื่อสารจากมุมคนในพื้นที่ ไม่ใช่การสรุปแทนทุกคน
ผู้นำท้องถิ่นไม่จำเป็นต้องพูดแทนชุมชนทั้งหมด แต่เล่าจากมุมที่ตัวเองอยู่ เป็น “เสียงหนึ่ง” ที่สะท้อนความจริง
ตัวอย่าง “ในชุมชนของผม คนส่วนใหญ่ยังต้องทำงานทุกวัน แม้จะกลัว แต่ผมและคนอื่น ๆ ก็ต้องเดินหน้าต่อ เพราะครอบครัวเรายังต้องกินต้องใช้”
- ถ้าใช้เรื่องเล่าคนอื่น ให้ขออนุญาตหรือระบุให้ชัด
เช่น “ชาวบ้านชื่อคุณอาแสง (นามสมมติ)” หรือ “จากการพูดคุยกับครอบครัวผู้เสียชีวิต” เพื่อให้ข้อมูลมีที่มาและเคารพสิทธิ์ของเจ้าของเรื่อง
2. ใช้ “ภาษาชาวบ้าน” ให้คนภายนอกเข้าถึงได้ง่าย
- พูดแบบที่ชาวบ้านพูดกันจริง ๆ
ไม่ต้องใช้คำราชการหรือศัพท์เทคนิค เช่น “ความมั่นคง”, “การปฏิบัติการทางยุทธศาสตร์” ใช้คำง่าย ๆ เช่น “อยู่ไม่เป็นสุข”, “ต้องหนีเอาชีวิตรอด”, “ลูกไม่กล้าไปโรงเรียน”
ตัวอย่าง “คนในหมู่บ้านอยู่กันแบบนอนไม่ค่อยหลับ เพราะไม่รู้เหตุรุนแรง จะมาอีกเมื่อไหร่
- ใช้คำที่มีอารมณ์ร่วมได้ แต่อย่าใส่อคติ
ถ้าเจ็บปวด ก็พูดออกมาตรง ๆ ว่า “เจ็บ” แต่อย่าไปกล่าวหาใครว่าเลว หรือชี้นำว่า “ฝ่ายไหนผิด”
ตัวอย่าง “ผมเห็นลุงข้างบ้านร้องไห้ตอนลูกไม่รอด มันสะเทือนใจจริง ๆ เพราะเขาเป็นคนดี ไม่เคยทำร้ายใคร”
3. เล่าเรื่องจากมุมมองที่หลากหลาย ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย
- ฟังให้รอบคอบ เข้าใจเรื่องก่อนนำมาเล่า
ก่อนจะเล่าอะไร ต้องฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายให้ครบ และเล่าให้ครอบคลุม
ตัวอย่าง: “เมื่อเกิดเหตุระเบิดในตลาด คนไทยพุทธก็กลัว คนมุสลิมก็เสียใจ บอกลูกไม่กล้าไปโรงเรียนเหมือนกัน” ให้เล่าประสบการณ์และผลกระทบที่ทุกคนเจอร่วมกัน
- ใช้คำกลาง ๆ ไม่ชี้ผิด-ถูก
เวลาพูดหรือเขียน อย่าใช้คำที่ฟังดูโทษใครหรือแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เช่น “พวกนั้น”, “เขาผิด”, “ฝ่ายตรงข้าม”
ตัวอย่าง: “เหตุการณ์นี้ส่งผลให้คนในชุมชนรู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นใครต่างก็ได้รับผลกระทบ”

4. เล่าให้เห็น “ความหวัง” ไม่ใช่แค่ความเจ็บปวด
- เล่าเรื่องดีเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว
ไม่ต้องรอเรื่องใหญ่ แค่หยิบเรื่องเล็กที่ทำให้คนยิ้ม หรือได้เห็นว่าคนยังช่วยเหลือกัน
ตัวอย่าง “หลังเกิดเหตุความไม่สงบ เด็กไทยพุทธกับเด็กมุสลิมยังมานั่งเรียนห้องเดียวกัน เล่นด้วยกันเหมือนเดิม คุณครูในโรงเรียนบอกว่า เด็ก ๆ ยังรักและสามัคคีไม่แบ่งแยก”
- เล่าการเปลี่ยนแปลง แม้เพียงเล็กน้อย
หยิบเรื่องที่เห็นว่าดีขึ้น แม้แค่ทีละนิด มาบอกเล่าให้คนเห็นว่า “มีพัฒนาการ” ที่จะนำไปสู่ความสงบสุข
ตัวอย่าง “เมื่อก่อนในหมู่บ้านนี้ไม่มีใครกล้าเดินทางตอนค่ำ แต่ตอนนี้เริ่มมีร้านค้าชุมชนเปิดถึงสองทุ่ม คนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติ”
- เล่าเรื่องคนธรรมดาที่ไม่ยอมแพ้
เล่าเรื่องของคนในชุมชนที่แม้ต้องเจ็บปวดจากเหตุการณ์ แต่ยังลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อส่วนรวม
ตัวอย่าง “แม่ค้าคนหนึ่งสามีเสียจากเหตุรุนแรง แต่เธอยังทำขนมขายเหมือนเดิม และยังแบ่งขนมมาแจกเด็กทั้งในมัสยิดกับวัด เธอบอกว่า ‘ถ้าเรายังรักแบ่งปันกัน ความเกลียดชังก็ทำอะไรเราไม่ได้”
5. เปลี่ยนเรื่องเล่าเป็นพลังสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในพื้นที่
- เปลี่ยน “คำบ่น” เป็น “บทเรียนร่วม”
เวลามีคนพูดถึงอดีตหรือความไม่พอใจ อย่าเพิ่งรีบตัดบท แต่ลองชวนให้พูดคุยว่า “แล้วเราจะทำยังไงต่อ?”
ตัวอย่าง: จาก “ทำไมคนอื่นไม่เข้าใจเราเสียที” เปลี่ยนเป็น “เราจะเล่าให้เขาฟังยังไงดี ว่าเรารู้สึกยังไง โดยไม่โกรธเขา”
- ใช้สื่อต่าง ๆ เป็นเครื่องมือขยายเรื่องเล่า
ผู้นำท้องถิ่นช่วยประสานงานให้ชาวบ้านได้สื่อสารผ่านสื่อต่าง ๆ เช่น เฟซบุ๊กชุมชน เพจท้องถิ่น วิทยุชุมชน หรืองานวัฒนธรรม เป็นเวทีให้คนในพื้นที่เล่าเรื่องของตัวเอง
ตัวอย่าง: เพจท้องถิ่นเผยแพร่วิดีโอ“ทำไมยายอามีนะถึงยังแบ่งกล้วยให้บ้านข้าง ๆ ทุกครั้ง ทั้งที่ต่างศาสนา?”
ผลลัพธ์: คนภายนอกเริ่ม “เห็นหัวใจคนในพื้นที่” ไม่ใช่แค่ภาพข่าวความรุนแรง
การเล่าเรื่องเพื่อสร้างสันติภาพไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เริ่มต้นได้จากความจริงจังตั้งใจของผู้นำในชุมชน เพียงแค่เลือกเรื่องเล่าให้เหมาะ ตั้งใจฟังเก็บข้อมูลจากทุกกลุ่ม ถ่ายทอดด้วยความเป็นกลางและหวังดี ก็จะช่วยให้ผู้คนในต่างพื้นที่เข้าใจคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้กันมากขึ้น ลดความระแวง และค่อย ๆ สร้างพื้นที่แห่งความหวังที่จะกลับมามีสันติภาพและความสงบสุขเกิดขึ้นจริงได้อีกครั้ง



