“ริชวะห์ คือ บาปใหญ่”
พลังศิลปะเพื่อทวงคืนพื้นที่สีขาวให้สังคมชายแดนใต้
เมื่อหลักศาสนาเป็นเกราะป้องกันการซื้อเสียงเลือกตั้ง
เชื่อว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยคงเคยเห็นคัตเอาต์ขนาดใหญ่ที่ไม่แพ้ป้ายหาเสียงของนักการเมืองที่มีอยู่ทั่วไปในขณะนี้ แต่คัตเอาต์ที่ว่านี้กลับสร้างความสั่นสะเทือนและชวนตั้งคำถามบางอย่างให้แก่ผู้พบเห็นได้ไม่น้อย ทั้งจากภาพและข้อความรณรงค์ที่กระตุ้นให้สงสัยใคร่รู้ ตั้งแต่การตั้งคำถามถึงสังคมมุสลิมกับการเมือง เชื่อมโยงไปจนถึงประเด็นทางศาสนา แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้หลายคนอยากรู้จักและเข้าใจที่มาที่ไปของคัตเอาต์ดังกล่าวมากขึ้น

สำหรับเจ้าของไอเดียดังกล่าว คือ ศิลปินและผู้ประกอบการในพื้นที่อย่างคุณเอ็มโซเฟียน เบญจเมธา ศิลปินและนักออกแบบผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ภายใต้แบรนด์ Benjametha Ceramic ในจังหวัดปัตตานี โดยเขาได้กล่าวถึงประเด็นนี้เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ในวงเสวนาเรื่อง “กำหนดใจตนเองด้วยการเลือกตั้ง 28 มกราฯ เรามาเจอกัน” ณ หอประชุมคณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ซึ่งจัดโดยสำนักงานจังหวัดปัตตานี และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดปัตตานี ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
เขาเริ่มต้นการเสวนาในวันนั้น ด้วยการกล่าวถึงการเข้ามารณรงค์เพื่อกระตุ้นให้สังคมมุสลิมตระหนักถึงปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในการเลือกตั้งว่า หากกล่าวถึงเรื่องการเมืองคงไม่มีใครอยากจะยุ่งเกี่ยวมากนัก แต่ในฐานะประชาชน และโดยเฉพาะปัจจุบันที่เขามีบทบาทเป็นพ่อที่มีลูกเป็นวัยรุ่น ซึ่งอีก 2 ปีจะมีสิทธิเลือกตั้งได้ ที่ผ่านมาเราพยายามอบรมบ่มเพาะลูก แต่มันกลับไม่ได้รับการสื่อสารต่อในวงกว้าง อีกทั้งยังมีความพยายามที่จะแยกคำสอนต่าง ๆ ออกจากมิติทางการเมือง ทั้งที่การเมืองนั่นแหละคือสิ่งที่จะกำหนดอนาคตของเยาวชน

จึงเป็นที่มาของการออกมารณรงค์ดังกล่าวผ่านเครือข่ายรณรงค์ไม่ซื้อเสียง ซึ่งเป็นบทบาทของประชาชนที่พึงกระทำได้ในเวลานี้ โดยใช้ทุนทรัพย์ของตนเอง และใช้งานศิลปะเข้ามาช่วยสร้างความน่าสนใจ เพื่อตั้งคำถามตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายที่เป็นมุสลิมเช่นเดียวกับตัวเขานั่นเองภายใต้แคมเปญที่ชื่อว่า “ริชวะห์-บาปใหญ่” จำนวนหนึ่ง แล้วกระจายออกไปใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ผ่านเครือข่ายศิลปินในพื้นที่
“เรื่องสินบนเป็นสิ่งที่เราพูดถึงกันมาตลอด แต่ไม่เคยเห็นเป็นรูปธรรมสักที แม้เราเองจะไม่ได้มีเงินทุนมากมาย แต่เราก็รู้สึกว่าทำไมเราถึงไม่ลงมือทำ ผมเป็นคนที่คิดแล้วต้องทำเลย เพราะพรุ่งนี้เราอาจจะไม่มีโอกาสได้ทำแล้ว ผมจึงเริ่มทำป้ายเอ๊ะหรือป้ายตั้งคำถามก่อน เพื่อให้คนมองเห็นและสงสัยว่า ริชวะห์ (Rishwah) หรือสินบนนั้นคืออะไร ผมเชื่อว่าคำ ๆ นี้หลายคนอาจจะไม่รู้จัก ทั้งที่เป็นมุสลิมและไม่ใช่มุสลิม ซึ่งคำว่า ‘ริชวะห์’ ก็คือ ‘สินบน’ เป็นคำแปลตรงตัวแบบไม่ต้องอ้อมค้อม” คุณเอ็มโซเฟียนกล่าว

เขาขยายความต่อว่า ตนต้องการสะกิดเตือนคนกันเองก่อน โดยเริ่มจากสอนลูกหลาน แล้วใช้ความเป็นมุสลิมสื่อสารให้เข้าใจง่าย ปกติเราจะปลูกฝังเด็ก ๆ เสมอว่าเรื่องการดื่มสุราหรือการผิดประเวณีเป็นบาปใหญ่ เราปลูกฝังกันมาตั้งแต่เด็กจนกลายเป็นอัตลักษณ์หนึ่งของความเป็นมุสลิม แต่คำว่าริชวะห์ ซึ่งอยู่ในคำสอนว่าเป็นบาปใหญ่เช่นเดียวกัน กลับไม่ถูกหยิบยกมาสอนเยาวชนเหมือนเรื่องอื่น ๆ ที่กล่าวมา จึงทำให้เยาวชนเมื่อโตขึ้น ไม่กล้าที่จะหลีกหนีหรือปฏิเสธเรื่องสินบนเหล่านี้
“จริง ๆ ป้ายที่เห็นเป็นวงกลมนั้น สื่อถึงพื้นที่สีขาวทั้งหมดที่ถูกกากบาททับด้วยสีดำและสีเทารอบ ๆ จนมันเริ่มคุกคามพื้นที่สีขาวให้ค่อย ๆ ลดลงและกำลังจะหมดไป ผมจึงอยากตั้งคำถามว่า เราอยากจะให้พื้นที่สีขาวมันหมดไปจริงหรือ มันเป็นป้ายที่ต้องการสร้างความฉงนสงสัย (ป้ายเอ๊ะ) พร้อมข้อความว่าริชวะห์เพื่อกระตุ้นให้คนค้นหาความหมาย ก่อนที่จะมีป้ายที่สองตามมา”

“สำหรับป้ายที่สอง ซึ่งเป็นป้ายที่หลายคนให้ความสนใจมาก เป็นภาพสีดำที่ไหลลงมาปิดใบหน้าคน สีดำนั้นสื่อถึงน้ำมันเครื่องยนต์เก่า ความหมายของมันคือ สิ่งที่ล้างออกยากและมีกลิ่นเหม็น เปรียบเหมือนกับระบบสินบนที่กลายเป็นวัฒนธรรมฝังรากลึกและล้างออกยาก แต่ถ้าเราไม่สื่อสาร ไม่คิดจะถ่ายน้ำมันเครื่อง ปัญหาเหล่านี้จะแก้ได้หรือไม่”
ส่วนรูปผู้ชายที่ดูเหมือนเป็นคนมุสลิมนั้น บางคนอาจตั้งคำถามว่าเจาะจงเกินไปหรือไม่ ตนอยากบอกว่าตนเองก็เป็นมุสลิม และตอนวาดภาพนี้ก็ไม่ได้คิดถึงใบหน้าใครเป็นพิเศษ ส่วนประเด็นที่ว่าจะเป็นการกระทบกระเทือนทางศาสนาหรือไม่นั้น ตนมองว่าสิ่งที่ทำคือการปกป้องศาสนา และปกป้องคำสอน เพราะมีคนจำนวนมากมองว่าการนำคำว่าสินบนมาเปรียบเทียบกับริชวะห์เป็นเพียงทัศนะ (ความเห็นส่วนตัว) เท่านั้น
แต่หากเราไปศึกษาคำสอนในศาสนาจะพบว่ามีการระบุเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน ดังปรากฏในอัลกุรอาน ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ 2:188 ว่า และพวกเจ้าอย่าได้กินทรัพย์สินของกันและกันโดยมิชอบ และอย่านำมันไปติดสินบนแก่ผู้ปกครอง เพื่อที่พวกเจ้าจะได้กินทรัพย์ส่วนหนึ่งของผู้คนอย่างอยุติธรรม ทั้งที่พวกเจ้ารู้ดี และท่านนบีมุฮัมมัดยังได้กล่าวไว้ว่า อัลลอฮ์ทรงสาปแช่งผู้ให้สินบน ผู้รับสินบน และผู้เป็นสื่อกลางระหว่างทั้งสอง’ ภาพนี้จึงมีข้อความที่สื่อสารชัดเจนว่า ริชวะห์คือสินบนและเป็นบาปใหญ่
“ผมได้สื่อสารออกไปอย่างชัดเจนแล้ว และผมก็ไม่ได้ฝักใฝ่พรรคการเมืองใด ซึ่งก็เหมือนกับน้อง ๆ ที่อยู่ในห้องนี้ คือเมื่อผมไม่ติดหนี้บุญคุณใคร เราก็มีอิสระที่จะพูดอะไรได้อย่างชัดเจน” เจ้าของแคมเปญกล่าว
เกี่ยวกับประเด็นนี้ ดร.วิสุทธิ์ บิลล่าเต๊ะ เคยเขียนบทความ เรื่อง มัสยิด การเมือง และสินบน (ตอน 1) และเผยแพร่ในเว็บไซต์สำนักจุฬาราชมนตรี เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 และเขียนตอนหนึ่งว่า
“กระแสการแย่งกันเป็นใหญ่ในชุมชนมุสลิม ทั้งในตำแหน่งเล็ก เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน สมาชิก อบต. จนถึงตำแหน่งที่ใหญ่โตขึ้น เช่น สมาชิกสภาจังหวัด (สจ.) หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ล้วนแล้วแต่ผูกพันข้องเกี่ยวกับสิ่งที่อัลลอฮฺทรงสาปแช่ง คือ ริชวะฮฺ (ดังปรากฏในหะดิษซึ่งบันทึกโดยอิหม่ามอะห์มัด ความว่า “องค์อัลลอฮฺทรงสาปแช่งผู้ให้สินบน ผู้รับสินบน ตลอดถึงผู้ประสานงาน ให้เกิดสินบน”) อาจเป็นเพราะแนวคิดที่แยกส่วนระหว่างมัสยิดกับสังคมและการเมืองกระมัง จึงทำให้มัสยิดหลายแห่งวางตัวเฉยเมยกับปรากฏการณ์อันชั่วร้ายนี้ ปล่อยให้ผู้กระสันอยากในตำแหน่งกับผู้โลภในทรัพย์สินเล็กน้อยบนโลกใบนี้ ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมัสยิดตามใจชอบ ปล่อยให้มือไม้ของซาตานก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งแลกกับความเหลวแหลกเละเทะของสังคม อันเนื่องจากความเห็นแก่ได้และความรักสนุกเกินขอบเขตของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง”
หากพิจารณาความหมายของสินบนจากมุมมองอิสลามจะพบว่า นักวิชาการอิสลามศึกษาได้ให้นิยามของสินบน (ริชวะฮ์) ไปในทิศทางเดียวกัน อย่างอิบนุอาบิดีน นิยามสินบนว่าหมายถึง “สิ่งที่มอบให้แก่ผู้ปกครอง ผู้ตัดสิน หรือบุคคลอื่นใด เพื่อให้บุคคลนั้นตัดสินเข้าข้างผู้มอบหรือทำในสิ่งที่ผู้มอบต้องการ”
เชคอับดุลอาซีส บิน บาซ อดีตมุฟตี (ผู้ทำหน้าที่วินิจฉัยปัญหาศาสนา) ของซาอุดิอารเบียซึ่งล่วงลับไปแล้วได้ให้คำจำกัดความสินบนว่าหมายถึง “การจ่ายทรัพย์สินเพื่อแลกกับการอำนวยประโยชน์บางประการ ซึ่งประโยชน์นั้นผู้รับผิดชอบต้องปฏิบัติโดยหน้าที่อยู่แล้ว โดยไม่ต้องมีทรัพย์สินแลกเปลี่ยน”
ตอนท้ายของบทความเรื่องดังกล่าว ระบุด้วยว่า “นักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่งเห็นว่า หากบุคคลอาศัยอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชั่น แม้เพียงจะใช้สิทธิที่ตนมีเพื่อทำสิ่งดี ๆ สักอย่างก็ไม่สามารถทำได้ เว้นแต่จะจ่ายสินบนให้แก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเสียก่อน ในสภาพเช่นนี้ นักวิชาการกลุ่มนี้เห็นว่า บาปจะตกอยู่กับผู้รับสินบน ส่วนผู้ให้ถือว่ารอดพ้นไป เพราะอยู่ในภาวะจำเป็น ทั้งนี้ หากการให้มีวัตถุประสงค์บรรลุสู่สิ่งดี ๆ หรือเป็นการขจัดความ อยุติธรรมที่เกิดแก่ชีวิต ศาสนา หรือทรัพย์สิน”
คลิกอ่าน ฟังการเสวนา เรื่อง กำหนดใจตนเองด้วยการเลือกตั้ง 28 มกราฯ เรามาเจอกัน
https://www.facebook.com/Governorpattani.go.th/videos/1262145642641457
คลิกอ่านบทความ เรื่อง มัสยิด การเมือง และสินบน (ตอน 1)
https://www.skthai.org/th/articles/112884-%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B8%94-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%99-%28%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%99-1%29



