ในวาระแห่งวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก (World Press Freedom Day) วันที่ 5 พฤษภาคมของทุกปี ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการทยอยล่มสลายของโมเดลธุรกิจสื่อแบบดั้งเดิม สังคมไทยและโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ที่ซ่อนเร้นและอันตรายยิ่งกว่า นั่นคือการใช้ “นิติสงคราม” (Lawfare) ผ่านกลไกที่เรียกว่า SLAPP เพื่อบั่นทอนรากฐานของประชาธิปไตยและการตรวจสอบอำนาจรัฐและทุนใหญ่
รายงานพิเศษนี้จัดทำขึ้นจากการเสวนา เรื่อง “SLAPP (อาวุธปิดปากสื่อ): ภัยคุกคามเสรีภาพคนทำสื่อในยุคดิจิทัล” เมื่อวันอังคารที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา มีวิทยากรโดยคุณหทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหาร The Isaan Record คุณรุสลาน มูซอ บรรณาธิการบริหารสำนักสื่อวาร์ตานี และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วลักษณ์กมล จ่างกมล อาจารย์ประจำสาขานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ดำเนินรายการโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมัชชา นิลปัทม์

ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาการสื่อสารสันติภาพ คณะวิทยาการสื่อสาร
ประเด็นน่าสนใจคือการเจาะลึกถึงสถานการณ์การฟ้องปิดปากที่กำลังเปลี่ยนสุนัขเฝ้าบ้าน ให้กลายเป็นเป้าหมายทางการเมืองและยุทธศาสตร์การทำลายล้างความจริง ถือเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดย UNESCO รายงานว่า ระดับการเซ็นเซอร์ตัวเอง (Self-censorship) ของสื่อมวลชนทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่เคยมีการบันทึกมา โดยอาวุธหลักที่ถูกนำมาใช้ไม่ใช่กระสุนปืน แต่เป็นตัวบทกฎหมายที่ถูกนำมาบิดเบือนเจตนารมณ์จากกฎหมายหมิ่นประมาทลามไปสู่กฎหมายการเงิน กฎหมายคอมพิวเตอร์ และกฎหมายความมั่นคง เพื่อเป้าหมายเดียว คือ การทำให้คนทำสื่อเงียบเสียงลง
กะเทาะเปลือก SLAPP ยุทธวิธีนิติสงครามเพื่อระงับการมีส่วนร่วม
SLAPP ย่อมาจาก Strategic Lawsuit Against Public Participation หรือ การดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วลักษณ์กมล วิเคราะห์ว่านี่ไม่ใช่การแสวงหาความยุติธรรมตามครรลองปกติ แต่เป็นกลยุทธ์เชิงโครงสร้างที่มีองค์ประกอบสำคัญ คือ (1) เจตนาแฝงเชิงยุทธศาสตร์ โดยผู้ฟ้องไม่ได้หวังผลชนะคดีในเชิงกฎหมายเป็นที่ตั้ง แต่ต้องการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการข่มขู่ เจตนาหลักคือการทำให้ผู้ถูกฟ้อง เสียเวลา เสียเงิน เสียกำลังใจ เสียขวัญ เพื่อลดแรงต้านต่ออำนาจหรือผลประโยชน์บางอย่าง (2) การสร้างบรรยากาศแห่งความกลัว (Chilling Effect) การเรียกค่าเสียหายในมูลค่ามหาศาล ตั้งแต่ 10 ล้าน ถึง 100 ล้านบาท ถูกนำมาใช้เพื่อทำให้คนธรรมดาหรือสื่อขนาดเล็กเกิดความหวาดหวั่นจนไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ และ (3) เป้าหมายที่ขยายตัว ปัจจุบันเป้าหมายไม่ได้จำกัดเพียงสื่อหลัก แต่ขยายวงไปยัง 5 กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ นักข่าวสืบสวนสอบสวน นักวิชาการที่นำเสนอข้อมูลทางสถิติ นักพัฒนาเอกชน (NGOs) หรือนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อม อินฟลูเอนเซอร์ที่มีฐานแฟนคลับ และประชาชนทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากโครงการรัฐ
“แก่นสำคัญของมันคือ Strategic หรือยุทธศาสตร์ มันคือกลวิธีในการปิดปากมากกว่าการหาข้อเท็จจริงในศาล” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วลักษณ์กมล กล่าว
การเผชิญหน้าระหว่างอำนาจส่วนกลางและภัยคุกคามลูกผสม
ในโลกของสื่อท้องถิ่นนั้น SLAPP ไม่ได้มีรูปแบบเดียว แต่มีการวิวัฒนาการตามบริบทของพื้นที่อย่างน่าสนใจ ซึ่งคุณหทัยรัตน์ บรรณาธิการบริหาร The Isan Record เปิดเผยประสบการณ์การถูกฟ้องร้องจากอดีตรัฐมนตรีรายหนึ่งว่า กรณีนี้มีความละเอียดอ่อนและน่าสนใจ คือมูลเหตุแห่งคดีไม่ได้เกิดจากตัวภาพยนตร์สารคดี “หมากไม้” (Blood Berries) โดยตรง แต่เกิดจากการ Repost ข้อความการกล่าวหาของ DSI เกี่ยวกับการเรียกรับสินบนแรงงานไทยในฟินแลนด์และสวีเดน การฟ้องร้องนี้สะท้อนถึงการใช้อำนาจรัฐระดับชาติเพื่อกดทับสื่อท้องถิ่นที่กล้าตรวจสอบประเด็นทุจริตเชิงโครงสร้าง แต่คุณหทัยรัตน์กลับมองว่า อย่างน้อยก็ยังดีกว่าอุ้มหายที่ทำให้ไม่สามารถต่อสู้ได้
“ฟ้องมาก็ยังดีกว่าอุ้มหาย อย่างน้อยมันเป็นการกลั่นแกล้งบนโต๊ะที่เรายังมีโอกาสสู้ตามกระบวนการได้” บรรณาธิการบริหาร The Isan Record กล่าว
ด้านคุณรุสลาน บรรณาธิการบริหารสำนักสื่อวาร์ตานี วิเคราะห์ปรากฏการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่ามีความร้ายแรงกว่าการฟ้องร้องปกติ นั่นคือกลยุทธ์ ไอโอนำ กฎหมายตาม โดยเริ่มจากการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (Information Operation: IO) เพื่อดิสเครดิตและตีตราคนทำสื่อให้กลายเป็นฝ่ายตรงข้ามรัฐ หรือสื่อโจร ก่อนจะใช้กฎหมายความมั่นคงเข้าปิดล้อมเพื่อสร้างความชอบธรรม สิ่งนี้ทำให้ SLAPP ในพื้นที่ชายแดนใต้กลายเป็นเครื่องมือที่ทำลายความจริงที่หลากหลายลง ซึ่งตนมองว่าเป็นภัยคุกคามลูกผสม (Hybrid SLAPP) ในชายแดนใต้

SLAPP ผลกระทบต่อระบบนิเวศการสื่อสาร
ความเสียหายของ SLAPP ไม่ได้ถูกประเมินเพียงแค่รายบุคคล แต่คือความเสียหายต่อผลประโยชน์สาธารณะในวงกว้าง ซึ่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภีรกาญจน์ ไค่นุ่นนา คณบดีคณะวิทยาการสื่อสาร กล่าวตอนหนึ่งก่อนปิดการเสวนาว่า การแบ่งขั้วทางการเมืองที่รุนแรงในสังคมไทย ทำให้ปัญหา SLAPP ถูกมองผ่านเลนส์ของกองเชียร์ คือ หากสื่อที่ถูกฟ้องอยู่คนละฝั่งอุดมการณ์ สื่อและสังคมกลับเพิกเฉยหรือสะใจ ซึ่งเป็นการทำลายหลักการเสรีภาพขั้นพื้นฐานของทุกคน
นอกจากนี้ SLAPP ยังถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการสันติภาพเพราะเมื่อความจริงที่หลากหลายถูกปิดปากด้วยความกลัว พื้นที่ความขัดแย้งจะเหลือเพียงความจริงชุดเดียวจากผู้มีอำนาจ ทำให้การหาทางออกอย่างสันติวิธีเป็นไปได้ยากขึ้น
ขณะที่มูลค่าความเสียหายทางสังคมจากการใช้ SLAPP เป็นเครื่องปิดปากสาธารณะนั้น มีข้อเสนอให้นักวิชาการลองตีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมเมื่อสื่อหรือประชาชนถูกฟ้องปิดปาก เพื่อให้สาธารณชนเห็นว่าความเงียบของสื่อและสาธารณะเท่ากับความสูญเสียผลประโยชน์ของประชาชนมากน้อยเพียงใด ดังเช่นโครงการของภาครัฐ ที่เมื่อรัฐดันทุรังดำเนินการโดยไม่ฟังเสียงคัดค้านจากประชาชน ใครวิจารณ์ก็ใช้กฎหมายปิดปาก ห้ามวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งถ้าโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นโดยไม่ฟังทัดทานจากฝ่ายต่าง ๆ จนทำให้เกิดการหลงทิศทาง โครงการดังกล่าวสร้างความเสียหายแก่สาธารณะมากน้อยเพียงใด ซึ่งอาจจะต้องคำนวณเป็นตัวเงินเพื่อให้เห็นความเสียหายต่อสังคมจากการใช้ SLAPP
การสร้างภูมิคุ้มกันระดับโครงสร้างและมาตรฐานสากล
การรับมือกับ SLAPP ไม่สามารถพึ่งพาเพียงความใจกล้าของปัจเจก แต่ต้องมีกลไกทางกฎหมายและสังคมรองรับด้วย โดยกลไกการกลั่นกรองคดีโดยศาล ถือเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปกฎหมายมหาชน ศาลต้องมีอำนาจในการคัดกรองคดีที่มีเจตนาไม่สุจริตออกไปก่อนรับฟ้อง เพื่อไม่ให้กระบวนการยุติธรรมถูกใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้ง มีบทเรียนจากต่างประเทศ เช่น โมเดลรัฐควิเบกของแคนาดา มีกฎระเบียบที่ศาลต้องพิจารณาคำร้องและสามารถสั่งยกฟ้องคดีในลักษณะ SLAPPs ได้ภายใน 60 วัน เพื่อลดภาระของผู้ถูกฟ้อง University of Sheffield ของอังกฤษ มีการจัดตั้ง Center for Freedom of the Media เพื่อเป็นศูนย์วิจัยและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่สื่อมวลชนระดับนานาชาติ เป็นต้น ซึ่งเป็นการดำเนินในหลากภาคส่วนร่วมกัน
สำหรับประเทศไทยมีบทบัญญัติคุ้มครองพยานและผู้แจ้งเบาะแสในกฎหมายอยู่แล้ว ซึ่งควรถูกนำมาขยายผลเพื่อคุ้มครองนักสื่อสารมวลชน และภาคประชาชนด้วย การรวมพลังของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน องค์กรวิชาชีพ และสถาบันการศึกษา จะเป็นการสร้างฐานข้อมูลและกองทุนสนับสนุนทางกฎหมายสำหรับการให้ข้อมูลปัญหา SLAPP และต่อต้านการใช้กฎหมายเพื่อวัตถุประสงค์ปิดปากประชาชน
บทเรียนสำคัญจากการเสวนาครั้งนี้เตือนสาธารณะว่า SLAPP ไม่ใช่แค่เรื่องของนักข่าวหรือนักกฎหมาย แต่มันคือการต่อสู้เพื่อรักษาสังคมที่โปร่งใส หากเรายอมปล่อยให้สื่อมวลชนเปลี่ยนสภาพจาก “Watchdog” (สุนัขเฝ้าบ้าน) ที่คอยเห่าเตือนภัย กลายเป็นสุนัขที่สยบยอมต่ออำนาจ สังคมทั้งหมดจะตกอยู่ในความมืดบอดทันที การสื่อสารคือหนทางสู่สันติภาพ และความจริงต้องไม่ถูกผูกขาดโดยผู้มีอำนาจเพียงฝ่ายเดียว การต่อต้านนิติสงครามปิดปากจึงเป็นการพิทักษ์สิทธิของประชาชนทุกคนในการเข้าถึงความจริง และเป็นเครื่องประกันว่าสังคมไทยจะยังคงมีแสงสว่างจากการตรวจสอบอำนาจโดยสาธารณะ



