เคยสังเกตหรือไม่ว่าการติดตั้งแอปพลิเคชันใหม่ที่ไม่เคยดาวน์โหลดมาก่อน การเข้าใช้บริการเว็บไซต์ต่าง ๆ บนอินเทอร์เน็ตครั้งแรก เป็นต้น การกรอกข้อมูลส่วนตัวเพื่อให้เข้าถึงบริการต่าง ๆ กลายเป็นกิจวัตรประจำวันของเราทุกคน ทั้งการช้อปปิ้งออนไลน์ การสั่งอาหาร การกดรับสิทธิพิเศษต่าง ๆ เรามักกด “ยอมรับ” เงื่อนไขโดยแทบไม่ได้หยุดคิด และไม่เคยอ่านรายละเอียดต่าง ๆ เพราะมองว่าเป็นเรื่องปกติที่ต้องทำเพื่อแลกกับการเข้าใช้บริการ
แต่เคยเกิดความรู้สึก ‘เอะใจ’ บ้างหรือไม่ว่า ข้อมูลที่เราให้ไปเหล่านั้นกำลังเดินทางไปที่ไหน และจะถูกนำไปใช้เพื่ออะไร และใครคือคนที่เก็บรวบรวมข้อมูลนี้ไว้
ความจริงที่น่ากังวลมักปรากฏขึ้นเมื่อมิจฉาชีพโทรศัพท์เข้ามาและสามารถระบุข้อมูลส่วน
บุคคลของเราได้อย่างละเอียด ชื่อ-นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ สถานที่ทำงาน หรือที่อยู่อาศัย จนเราตั้งคำถามกับตัวเองว่า ข้อมูลส่วนตัวเหล่านี้หลุดไปถึงมือมิจฉาชีพได้อย่างไร
แท้จริงแล้วข้อมูลส่วนตัว ชื่อ เบอร์โทรศัพท์หรือที่อยู่ของเรา ไม่ได้เป็นเพียงข้อมูลธรรมดาทั่วไป แต่เป็นสิ่งที่มีมูลค่ามหาศาล สามารถนำไปสร้างประโยชน์ หรือสร้างความเสียหายได้ หากข้อมูลนั้นตกไปอยู่ในมือของผู้ไม่หวังดี การรู้จักคิดและไตร่ตรองก่อนเปิดเผยข้อมูล จึงไม่ใช่เรื่องเกินตัว และเป็นอีกหนึ่งทักษะสำคัญของการรู้เท่าทันสื่อในยุคดิจิทัลด้วย
ข้อมูลส่วนตัวของเราคืออะไร ทำไมเราต้องเลือกให้คนอื่น
ข้อมูลส่วนตัว (Personal Data) คือ ข้อมูลที่สามารถใช้ระบุตัวตนของเราได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น ชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประจำตัวประชาชน เลขหนังสือเดินทาง เลขบัตรประกันสังคม เลขใบอนุญาตขับขี่ เลขบัญชีธนาคาร ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ข้อมูลที่ระบุทรัพย์สินส่วนบุคคล วันเกิด สัญชาติ ข้อมูลการศึกษา ข้อมูลทางการเงิน เป็นต้น
ข้อมูลเหล่านี้เปรียบเสมือน “กุญแจ” เข้าสู่ชีวิตของเรา หากเราแจกกุญแจบ้านให้ทุกคนที่เดินผ่านไปมา บ้านเราก็จะไม่ปลอดภัย การเลือกให้ข้อมูลจึงเป็นการสร้างความปลอดภัยในการคัดกรองเฉพาะผู้ที่จำเป็นและไว้ใจได้เท่านั้น
รู้ไหม ทำไมข้อมูลของเราถึงมีค่า
ทุกครั้งที่เปิดแอปพลิเคชันใดก็ตาม ดูเหมือนพวกมันจะรู้ใจเราไปเสียทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เราอยากรู้ ข้อมูลที่กำลังสนใจ หรือแม้กระทั่งสินค้าที่เรานึกอยากได้ ทั้งที่ยังไม่ทันได้พิมพ์ค้นหา (Search) ด้วยซ้ำ นั่นก็เป็นผลมาจากการเข้าใช้เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือใช้บริการออนไลน์ต่าง ๆ เช่น ประวัติการกดถูกใจ บันทึกการสั่งซื้อ การบุ๊กมาร์ก คลิปแนะนำในยูทูป เพลงที่ฟังประจำ สิ่งเหล่านี้เป็นข้อมูลเบื้องต้นที่แอปพลิเคชันแสดงให้เราเห็น และถูกควบคุมโดยบริษัทต่าง ๆ ซึ่งบริษัทส่วนใหญ่เก็บข้อมูลของเราลึกกว่านั้นมาก ตั้งแต่วินาทีที่เราเลื่อนหน้าจอ การเข้าชม การเลือกชมสินค้าหรือการหยุดดูคลิปสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ง เวลาที่ใช้ในการตัดสินใจ หรือแม้แต่สินค้าที่เรากดดูแล้วเปลี่ยนใจไม่ซื้อ ข้อมูลมหาศาล (Big Data) เหล่านี้ไม่ได้ถูกเก็บไว้เฉย ๆ แต่ถูกนำไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และผ่านการวิเคราะห์ และสามารถคาดการข้อมูลด้านการตลาดได้ โดยข้อมูลที่ถูกเก็บมานั้นจะอยู่ในรูปแบบ 4 มิติ ดังนี้
- การโฆษณาที่แม่นยำราวกับนั่งในใจ
นี่คือเหตุผลที่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ให้เราใช้งาน “ฟรี” เพราะค่าบริการที่แท้จริงที่เราจ่ายคือ “ข้อมูลพฤติกรรมของเรา” เมื่อธุรกิจรู้ว่าเรากำลังสนใจอะไร เช่น เพิ่งเสิร์ชหารองเท้าวิ่ง หรือกดไลก์เพจแต่งบ้าน แพลตฟอร์มจะนำข้อมูลนี้ไปขายให้แบรนด์สินค้าต่าง ๆ เพื่อยิงโฆษณารองเท้าวิ่งหรือเฟอร์นิเจอร์มาที่หน้าฟีดเราได้อย่างแม่นยำ ยิ่งโฆษณาตรงกลุ่มเป้าหมาย โอกาสขายได้ก็ยิ่งสูง ธุรกิจจึงเติบโตได้อย่างรวดเร็ว
- การสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคล (Personalization)
ลองสังเกตหน้าแรกของแอปพลิเคชันอย่าง YouTube, Instagram, Spotify หรือแอปช้อปปิ้งออนไลน์ของแต่ละคน จะเห็นว่า “ไม่เคยเหมือนกันเลย” เพราะอัลกอริทึมของธุรกิจเหล่านี้เติบโตด้วยการกินข้อมูลพฤติกรรมของเรา ยิ่งเราดูหนังแนวไหน ฟังเพลงอะไร หรือกดดูสินค้าประเภทไหน ระบบจะยิ่งเรียนรู้และคัดสรรสิ่งที่คิดว่าเราน่าจะชอบมาเสิร์ฟให้ถึงที่ สิ่งนี้ช่วยมัดใจลูกค้า (Customer Retention) ให้เปิดใช้งานแอปพลิเคชันนั้น ๆ นานขึ้นและบ่อยขึ้น
- การพัฒนาผลิตภัณฑ์และคาดการณ์อนาคต (Product Development & Prediction)
ข้อมูลในอดีตและปัจจุบันของเรา ช่วยให้ธุรกิจสามารถ “เดาอนาคต” ได้ เช่น แอปสั่งอาหารรู้ว่าช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เมนูประเภทไหนจะขายดี หรือแอปเรียกรถรู้ว่าช่วงเวลาไหน ฝนตก พิกัดใดที่มีคนเรียกใชับริการมากที่สุด ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ธุรกิจบริหารจัดการทรัพยากร ลดต้นทุน และสร้างบริการใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ตลาดได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องสุ่มเดา
- การประเมินความเสี่ยงและความน่าเชื่อถือ (Credit Scoring / Risk Assessment)
ในกลุ่มธุรกิจการเงิน ธนาคาร หรือประกันภัย ข้อมูลส่วนตัว พฤติกรรมการใช้จ่าย และประวัติการชำระเงิน มีค่ามากในการนำมาวิเคราะห์ความเสี่ยง หากเรามีพฤติกรรมทางการเงินที่ดี ธุรกิจก็สามารถเสนอสินเชื่อหรือเบี้ยประกันที่เหมาะสมให้เราได้ ช่วยลดโอกาสเกิดหนี้เสียง(NPL) ของระบบธนาคาร
ทั้งนี้ในโลกดิจิทัลไม่มีข้อมูลของใครที่ไม่มีค่า เพราะทุกคลิกที่เรากด ทุกรูปที่เราโพสต์ และทุกแอปที่เราสมัคร ล้วนเป็นข้อมูลสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล จึงมีคำกล่าวที่ว่า “Data is the new oil” ข้อมูลคือน้ำมันดิบยุคใหม่ ซึ่งข้อมูลเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาล โดยการแข่งขันในยุคนี้ธุรกิจใดหรือบริษัทใดมีข้อมูลของสมาชิกผู้ใช้งานจำนวนมากก็ยิ่งมีศักยภาพในการแข่งขันที่สูงมากตามไปด้วย
เมื่อฝั่งธุรกิจถูกกฎหมายมองเห็นมูลค่าของข้อมูล ฝั่งมิจฉาชีพก็มองเห็นช่องทางการทำเงินเช่นกัน ข้อมูลที่หลุดรอดจากระบบรักษาความปลอดภัยของบริษัทต่าง ๆ หรือข้อมูลที่เราเผลอให้ไปง่าย ๆ จะถูกนำไป “แพ็กขาย” ในตลาดมืด (Dark Web) ยิ่งชุดข้อมูลนั้นมีความละเอียดสูง (มีทั้งชื่อ เบอร์โทร เลขบัตรประชาชน และบัญชีธนาคาร) ราคาซื้อขายก็จะยิ่งสูงตาม เพราะมันคือวัตถุดิบชั้นดีที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือนักแฮกข้อมูลจะนำไปใช้หลอกเงินจากเหยื่อต่อได้อีกเป็นทอด ๆ
ข้อมูลเพียงนิดเดียว อาจพาไปสู่การหลอกลวงได้อย่างไร
ในโลกยุคดิจิทัล เราต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า “ข้อมูลของเราอาจจะเคยหลุดไปอยู่ในมือของใครบางคนแล้ว” สิ่งที่เราทำได้ไม่ใช่การตื่นตระหนก แต่คือการ “ตั้งรับอย่างมีสติ”
เคยคิดไหมว่าแค่ ชื่อ-นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ หรือแม้กระทั่งใบเสร็จการสั่งซื้อออนไลน์หรือข้อมูลหน้าพัสดุที่หลุดลอยไปในโลกอินเทอร์เน็ต จะสามารถนำไปสู่สถานการณ์ที่เลวร้ายได้
คนบางส่วนมักมีความคิดที่ว่า “ข้อมูลที่หลุดไปเพียงน้อยนิด คงไม่เป็นอะไรหรอก” อย่างน้อยก็ทำได้แค่โทรมาก่อกวน แต่ในความเป็นจริงของโลกไซเบอร์ยุคนี้ ความประมาทเพียงเล็กน้อยนั้นกำลังกลายเป็น “ตั๋วเรียนเชิญ” ให้มิจฉาชีพเดินเข้ามาปล้นเราถึงหน้าบ้าน เพราะสำหรับพวกเขา ไม่มีข้อมูลไหนที่ไร้ค่า และข้อมูลเพียงหยิบมือเดียวก็ไม่ต่างอะไรกับ “กุญแจผี” ที่พร้อมจะเข้ามาฉกทรัพย์สินอันมีค่าของเราไป
มิจฉาชีพยุคนี้ไม่ได้ทำงานแบบสุ่มสี่สุ่มห้า และพวกมันอาจไม่ได้พึ่งพาข้อมูลจากแหล่งเดียว แต่พวกเขาจะกว้านซื้อ เจาะระบบ หรือนำข้อมูลชุดเล็ก ๆ ที่หลุดมาจากต่างที่ ต่างเวลา หรือต่างแพลตฟอร์ม มาปะติดปะต่อร้อยเรียงเข้าด้วยกัน
เราลองจินตนาการว่าพวกเขาเป็นนักสืบที่คอยเก็บเศษข้อมูลของเราทีละชิ้น ได้ชื่อและโทรศัพท์มาจากแอปพลิเคชันส่งอาหาร ได้ที่อยู่บ้านมาจากบริษัทขนส่งเอกชน ได้ข้อมูลไลฟ์สไตล์ งานอดิเรก ความชอบ มาจากสิ่งที่เราโพสต์หรือเช็กอินเป็นสาธารณะบนโซเชียลมีเดีย หากเมื่อระบบหลังบ้านของกลุ่มมิจฉาชีพใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาเกี่ยวข้องในการสืบค้นและนำเศษเสี้ยวข้อมูลเหล่านี้ “ปะติดปะต่อกัน” สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ภาพจิ๊กซอว์ที่เคยกระจัดกระจายจะกลายเป็นข้อมูลที่สมบูรณ์แบบทันที
พวกมันจะเห็นภาพชัดเจนว่า คุณคือใคร พักที่ไหน ทำอาชีพอะไร มีกำลังซื้อแค่ไหน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้เป็นสารตั้งต้นในการสร้างสถานการณ์จำลอง ละครฉากใหญ่ หรือการทำ SCAM (กลลวงแบบเจาะจงเป้าหมาย) ซึ่งปัจจุบัน AI มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มความแนบเนียนของการหลอกลวง เช่น การใช้ Deepfake เพื่อปลอมแปลงภาพและวิดีโอ หรือ Voice Cloning เพื่อเลียนแบบเสียงของบุคคลที่เหยื่อรู้จัก รวมถึงการใช้ OSINT ในการรวบรวมข้อมูลจากโซเชียลมีเดียเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมและออกแบบวิธีการเข้าหาเหยื่อให้เหมาะสมเป็นรายบุคคล

มิจฉาชีพนำข้อมูลของเราไปใช้ทำอะไรได้บ้าง
- ทำ Phishing/Scam มีการโทรมาหลอกลวง (แก๊งคอลเซ็นเตอร์) หรือส่ง SMS แนบลิงก์ปลอม อีเมลปลอมเพื่อให้เหยื่อคลิกลิงก์แล้วนำข้อมูลไปใช้สวมรอยหรือเรียกค่าไถ่
- ถูกนำไปใช้ในทางผิดกฎหมาย เช่น เลขที่บัตรประชาชนถูกนำไปใช้ในการเปิดบัญชีม้าเพื่อฉ้อโกงผู้อื่น นำรูปภาพหรือคลิปส่วนตัวมาใช้ในการข่มขู่หรือแบล็กเมลเหยื่อ
- โดนโจรกรรมทางการเงิน เช่น ใช้บัตรเครดิตรูดซื้อสินค้า ถูกโอนเงินจากบัญชีธนาคารออกไปโดยที่เหยื่อไม่รู้ตัว
- ถูกปลอมแปลงตัวตน เอาไปแอบอ้างทำเรื่องที่เสียหายหรือผิดกฎหมาย หรือนำไปใช้แสวงหาผลประโยชน์โดยเหยื่อต้องเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแทน
- แฮกบัญชีออนไลน์ นำวันเกิด, เบอร์โทรศัพท์, เลขบัตรประชาชน ไปเดารหัสผ่านเพื่อเข้ายึด Facebook, Line, TikTok แอปธนาคารหรือแอปพลิเคชันอื่น ๆ

ข้อมูลอะไรบ้างที่ไม่ควรโพสต์ลงโซเชียล
- ข้อมูลส่วนบุคคลและเอกสารสำคัญ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล ข้อมูลรหัสผ่าน เอกสารราชการ (บัตรประชาชน ใบขับขี่ หนังสือเดินทาง ตั๋วเครื่องบิน โฉนดที่ดิน)
- ข้อมูลการเงิน เลขบัญชีธนาคาร เลขบัตรเครดิต/เดบิต สลิปโอนเงินที่เห็นชื่อ-นามสกุล เลขบัญชีครบถ้วน รหัส ATM เอกสารแสดงรายได้ พอร์ทการลงทุน
- สถานที่และแผนการเดินทาง ข้อมูลพิกัดที่อยู่อาศัย การเช็กอินแบบ Real-time วันที่บ้านว่างหรือไม่มีคนอยู่
- ไลฟ์สไตล์ที่ส่อความเสี่ยง การอวดทรัพย์สินมีค่า (ทอง เครื่องประดับ นาฬิกาหรู) อาจตกเป็นเป้าหมายการโจรกรรม ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการทำงาน/ที่ทำงาน ตำแหน่งงาน หรือตารางเวลางานในแต่ละวัน
- ข้อมูลทางชีวิภาพ เช่น รูปนิ้วมือ หรือรูปถ่ายที่เห็นลายนิ้วมือชัดเจน เสี่ยงต่อการโดนปลอมแปลงตัวตน
ก่อนให้ข้อมูลคนอื่น ต้องเช็กอะไรบ้าง
- ความจำเป็น หน่วยงาน แอปพลิเคชันหรือเว็ปไซต์ จำเป็นต้องใช้ข้อมูลนี้จริงไหม เช่น แอปแต่งรูปขออนุญาตเข้าถึงกล้อง ซึ่งสามารถยินยอมได้ แต่ไม่ควรอนุญาตการเข้าถึงรายชื่อติดต่อหรือตำแหน่งที่ตั้ง
- วัตถุประสงค์ในการนำไปใช้ ต้องระบุชัดเจนว่านำข้อมูลไปทำอะไร เช่น เพื่อสมัครงาน ทำธุรกรรม หรือทำการตลาด และต้องไม่เป็นการบังคับให้ยินยอมเป็นเงื่อนไขในการรับบริการ
- ประเภทข้อมูลที่ถูกจัดเก็บ ตรวจสอบว่าข้อมูลที่ขอจำเป็นหรือไม่ เช่น ขอเพียงชื่อ-นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ หรือขอข้อมูลละเอียดอ่อน (Sensitive Data) เช่น ประวัติสุขภาพ ศาสนา ซึ่งข้อมูลนี้ต้องได้รับความยินยอม (Consent) โดยชัดแจ้ง
- ความน่าเชื่อถือของช่องทาง หากเป็นเว็ปไซต์ ต้องดู URL ว่ามีสัญลักษณ์แม่กุญแจ ( https:// ) และชื่อเว็บสะกดถูกต้องไหม เช่น kasikornbank.com ไม่ใช่ kasikorn-security-updates.com
- ความน่าเชื่อถือขององค์กร ตรวจสอบนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) และช่องทางติดต่อกลับของหน่วยงานหรือผู้ขอข้อมูลว่ามีตัวตนจริงหรือไม่
- นโยบายความเป็นส่วนตัว ก่อนกดปุ่ม ยอมรับ อนุญาต หรืออื่น ในการสมัครใช้บริการ ควรดูให้แน่ใจว่ามีหัวข้อ “แชร์ข้อมูลเราให้แก่บริษัทในเครือ พันธมิตรทางธุรกิจ หรือบุคคลที่สาม เพื่อวัตถุประสงค์ทางการตลาด…” อยู่ในนโยบายความเป็นส่วนตัวหรือไม่ เนื่องจากมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลบังคับให้บริษัท “ห้าม” นำข้อมูลของลูกค้าไปใช้ทำอย่างอื่นนอกจากการให้บริการเป็นหลัก เว้นแต่จะได้รับความยินยอม (Consent) จากลูกค้า
- สิทธิในการถอนความยินยอม เป็นข้อตกลงระบุช่องทางให้คุณสามารถยกเลิกหรือเพิกถอนความยินยอมได้ง่ายในภายหลัง
รายการอ้างอิง
กรุงเทพธุรกิจ. (2563, 11 กรกฎาคม). ‘Data is the new oil’ การแข่งขันที่ทุกฝ่ายต้องตระหนัก. https://www.bangkokbiznews.com/business/888797
กรมประชาสัมพันธ์. (2569, 18 พฤษภาคม). ข้อมูลที่รั่วไหล กลายเป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพได้อย่างไร. https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/503832
วัชรพล วงศ์อภัย. (2561). สรุปข้อมูลส่วนบุคคลคืออะไร รู้ไว้ ให้ใครได้บ้าง!?. https://www.sosecure.co.th/th/activity/what-is-personal-information
Digital Citizen. (2563, 06 มกราคม). ข้อมูลส่วนตัวหลุดไป “เสียเงิน เสียตัว เสียใจ” ใครก็ช่วยไม่ได้. https://www.etda.or.th/th/Knowledge-Sharing/Personal-Data-Protection-in-IFBL.aspx
Digital Citizen. (2568, 06 กุมภาพันธ์). Digital Privacy คืออะไร? และคุณปกป้องข้อมูลตัวเองได้ดีพอหรือยัง?. https://www.etda.or.th/th/pr-news/EDC2025-009_EDC_DigitalPrivacy.aspx
PDPAPRO. (2564, 02 มิถุนายน). PDPA ต้องทำอะไรบ้าง? สรุปสิ่งที่ต้องเตรียมเพื่อรองรับ PDPA. https://pdpacore.com/th/blogs/what-do-we-have-to-do-to-comply-pdpa
PDPAPRO. (2564, 09 กุมภาพันธ์). เคลียร์ชัดเรื่อง consent ตาม PDPA. https://pdpa.pro/blogs/pdpa-consent



