พื้นที่เล็ก ๆ ริมทะเลสาบสงขลา มีเรื่องราวมากมายที่รอการบอกเล่า “สมบัติ แก้วเนื้ออ่อน” ชายหนุ่มวัย 30 ปีจากชุมชนวัดจันทร์ ต.วัดจันทร์ อ.สทิงพระ จ.สงขลา กำลังใช้ศิลปะเป็นสะพานเชื่อมอดีตและปัจจุบัน เขาหยิบยก “ต้นตาลโตนด” มาสร้างบทสนทนาระหว่างคนหลากรุ่น ผ่าน “ห้องเรียนวิถีชีวิตชุมชนวัดจันทร์” และใช้ “ละครชุมชน” เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดเรื่องราวของท้องถิ่นให้คนทุกวัยได้เข้าใจและเข้าถึง ด้วยพื้นฐานจากศาสตร์การละคร สมบัติไม่ได้เพียงแค่เล่าเรื่อง แต่เขากำลังทดลองและตั้งคำถามถึงบทบาทของศิลปะการแสดงในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะสงขลา เมืองใหญ่ที่สุดของภูมิภาคนี้ ควรมีพื้นที่สำหรับละครเวที เช่นเดียวกับกรุงเทพฯ และเชียงใหม่หรือไม่ บทสนทนานี้อาจนำไปสู่แนวคิดใหม่ ๆ ที่ทำให้ศิลปะการละครไม่ใช่เพียงความบันเทิง แต่เป็นพลังที่สามารถขับเคลื่อนชุมชนได้ มาร่วมสำรวจเรื่องราวของเขาไปพร้อมกันครับ

ผู้เขียน : เราก็รู้จักกันมาเกือบ 2 ปีแล้วเนอะ จากการเข้าร่วมการอบรมเกี่ยวกับละครที่มหาวิทยาลัยทักษิณ แต่ก็ไม่มีโอกาสพูดคุยกันเรื่องงานที่คุณทำจริงจังเสียที อยากจะถามว่าตอนนี้อายุเท่าไหร่ แล้วทำละครมากี่ปีแล้ว
สมบัติ : ตอนนี้อายุ 30 ปีครับ จริง ๆ เริ่มทำละครมาตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 สมัยเรียนที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา นับจากวันนั้นมาถึงวันนี้ก็ประมาณ 10 ปีแล้ว
ผู้เขียน : สมบัติรู้จักละครชุมชนตอนไหน
สมบัติ : ตอนที่ผมเรียนอยู่ปี 2 เป็นช่วงที่ภาคใต้ยังไม่มีกลุ่มละครชุมชนที่ชัดเจนมากนัก แต่ในขณะนั้น ได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมละครที่กับ “กลุ่มมะขามป้อม” ซึ่งเป็นกลุ่มพี่ ๆ ที่ทำละครชุมชน และมาเคลื่อนไหวในชุมชนภาคใต้ โดยรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มละครขึ้นมาในชื่อ “มะนาวหวาน” โดยเป็นการรวมพลังกันกับนักกิจกรรมจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลาและมหาวิทยาลัยทักษิณ
ตอนนั้นกลุ่มมะนาวหวานทำละครชุมชนที่ อ.จะนะ จ.สงขลา โดยในเวลานั้นกำลังมีประเด็นร้อนแรงเกี่ยวกับโครงการท่าเรือน้ำลึก พวกเขาจึงจัดโครงการละครชุมชนขึ้นมาเพื่อสะท้อนปัญหานี้สู่สาธารณะ ผมเองก็ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการทำละครดังกล่าวระหว่างที่ยังเป็นนักศึกษา และตอนนั้นก็ยังลังเลอยู่ว่าควรเลือกเรียนละครหรือหันไปทางนาฏศิลป์ดี แต่เมื่อได้ลงพื้นที่ พูดคุยกับชาวบ้าน และเก็บข้อมูลด้วยตัวเอง มุมมองที่เคยรับรู้จากสื่อต่าง ๆ ก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ผมได้เห็นภาพจริงของชุมชน ไม่ใช่เพียงสิ่งที่สื่อนำเสนอ แล้วนำเรื่องราวเหล่านั้นมาถ่ายทอดผ่านละคร เพื่อให้คนในพื้นที่ได้เข้าใจปัญหาของตัวเองอย่างลึกซึ้ง โดยสิ่งที่ทำให้ละครชุมชนแตกต่างจากละครทั่วไปคือ กระบวนการที่มากกว่าการแสดง ไม่ใช่แค่การเล่นบทบาทบนเวที แต่ยังมีช่วงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหลังละครจบ รวมถึงกระบวนการเก็บข้อมูลและทำ Research อย่างละเอียดก่อนเริ่มสร้างละคร แม้แต่ก่อนการแสดง ก็มีการจัดกิจกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อดึงผู้ชมให้เข้ามามีส่วนร่วม เช่น การตบมือจังหวะเดียวกัน หรือทำกิจกรรมละลายพฤติกรรมร่วมกัน
สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมรู้สึกว่าบรรยากาศของละครชุมชนมันมีความพิเศษกว่าที่เคยสัมผัสมา มันไม่ใช่แค่การดูละครแล้วจบไป แต่เป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และเปิดมุมมองใหม่ ๆ ผมไม่เคยเห็นภาพแบบนี้ที่ไหนมาก่อน และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมสนใจละครชุมชนอย่างจริงจังตั้งแต่นั้นมา
ผู้เขียน : แล้วสมบัติกลับมาทำงานชุมชนได้ยังไง
สมบัติ : เมื่อผมได้สัมผัสกับละครชุมชนเป็นครั้งแรก มันเหมือนเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต ความหลงใหลที่เกิดขึ้นทำให้ผมตัดสินใจเลือกเรียนละครอย่างจริงจัง และเมื่อเข้าสู่การศึกษาในศาสตร์นี้ ผมพบว่าละครไม่เคยแยกขาดจากชุมชน ตรงกันข้าม มันเป็นสิ่งที่ต้องเชื่อมโยงกันตลอดเวลา การทำละครไม่ได้อาศัยเพียงจินตนาการหรือทักษะการแสดงเท่านั้น แต่ต้องอิงกับข้อมูลจริงจากพื้นที่และความรู้ทางวิชาการเพื่อให้เรื่องราวที่ถ่ายทอดมีความลึกซึ้งและเชื่อมโยงกับชีวิตผู้คนได้ เมื่อเรียนจบ ผมเองก็มีเครือข่ายในชุมชนอยู่แล้ว และสิ่งที่ผมมีติดตัวคือ เครื่องมือ ที่เรียกว่าละคร ด้วยสองสิ่งนี้ คือ ความเข้าใจในชุมชนและศาสตร์การละคร ผมจึงนำมันมาผสมผสานกัน โดยเริ่มต้นจากบ้านเกิดของตัวเอง นั่นคือจุดเริ่มต้นของเส้นทางการใช้ละครเป็นสื่อกลางในการเล่าเรื่องชุมชนที่ผมเดินมาจนถึงทุกวันนี้

ผู้เขียน : ทำกิจกรรมอะไรบ้างในชุมชนวัดจันทร์ที่สมบัติอาศัยอยู่
สมบัติ : จุดเริ่มต้นของการทำงานในชุมชนของผมเกิดขึ้นจากคำถามง่าย ๆ ที่ผุดขึ้นในใจหลังจากกลับมาอยู่บ้าน ทำไมเราถึงไม่รู้จักบ้านของตัวเองเลย ผมเติบโตมาในชุมชน แต่กลับไม่เคยรู้เลยว่าอาชีพขึ้นตาลมีขั้นตอนอย่างไร วิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนดำเนินไปแบบไหน หรือองค์ความรู้ที่สืบทอดกันมาหลายรุ่นคืออะไร ทั้งที่ผมเรียนจบปริญญาตรีมาแล้ว แต่กลับรู้สึกว่ายังไม่เข้าใจรากเหง้าของบ้านเกิดตัวเองเลย นี่จึงกลายเป็นคำถามสำคัญที่ทำให้ผมเริ่มตั้งข้อสงสัยว่า ถ้าเราเลือกอยู่บ้าน เราจะเรียนรู้อะไรจากที่นี่ได้บ้าง
จากจุดนั้น ผมจึงเริ่มต้นกระบวนการเรียนรู้จากชุมชน โดยใช้ตัวเองเป็นจุดเริ่มต้นและชวนเด็ก ๆ รอบตัว เริ่มจากหลานและเพื่อนบ้าน มาร่วมกันออกตามหา มรดกชุมชน ซึ่งเป็นคำที่ผมใช้เรียกองค์ความรู้ ทรัพยากร และสิ่งล้ำค่าที่อยู่ในพื้นที่ของเราเอง
การเดินทางครั้งนี้พาให้เราได้ค้นพบเรื่องราวที่เชื่อมโยงชุมชนเข้ากับ ต้นตาลโตนด เราได้เรียนรู้กระบวนการขึ้นตาล การทำผึ้งขี้ม้า วิถีชีวิตของชาวเล และการใช้ใบตาลมาสร้างสรรค์เป็นสิ่งต่าง ๆ นี่ทำให้ผมเห็นชัดขึ้นว่า ต้นตาลไม่ใช่แค่ต้นไม้ แต่มันเป็นเส้นเลือดหลักของวิถีชีวิตคนที่นี่ เป็นทั้งเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น
จากการค้นพบเหล่านี้ ผมจึงพัฒนาเป็น ห้องเรียนชุมชน ในปีแรก เพื่อให้เด็ก ๆ และคนในพื้นที่ได้เรียนรู้เรื่องราวของบ้านเกิดร่วมกัน ต่อมาในปีที่สอง เราต่อยอดเป็น ร้านเล่าชุมชน ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับพัฒนาผลิตภัณฑ์จากมรดกชุมชน เช่น งานหัตถกรรมจากใบตาล รวมถึงการนำละครชุมชนมาเป็นเครื่องมือช่วยถ่ายทอดเรื่องราว
ล่าสุด เรากำลังก้าวไปอีกขั้น ด้วยการรวบรวมองค์ความรู้ทั้งหมดออกมาเป็น หลักสูตรและศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน เพื่อให้เด็ก ๆ และคนในพื้นที่ได้เข้าถึงรากเหง้าของตัวเองอย่างเป็นระบบ เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่เราค้นพบตลอดเส้นทางนี้ไม่ใช่แค่เรื่องราวของอดีต แต่มันคืออนาคตของชุมชนที่เราสามารถช่วยกันสร้างขึ้นมาได้
ผู้เขียน : แล้วละครมันเข้ามามีบทบาทอย่างไรกับการค้นหามรดกชุมชน
สมบัติ : กระบวนการละครสอนให้เราเข้าใจถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วม ทั้งร่วมคิด ร่วมสร้างสรรค์ และร่วมลงมือทำเพราะเมื่อทุกคนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน พวกเขาจะรู้สึกเป็นเจ้าของ ไม่เว้นแม้แต่องค์ความรู้ที่มีอยู่ในชุมชนเอง ด้วยเหตุนี้ เราจึงใช้ละครเป็นเครื่องมือหลักตั้งแต่แรกเริ่ม ไม่ว่าจะเป็นการจัดกิจกรรม เปิดพื้นที่ปลอดภัย ออกแบบงาน หรือพัฒนาโปรดักส์ต่าง ๆ นอกจากนี้ ละครที่เราสร้างขึ้นยังเป็น สื่อของชุมชนโดยแท้จริง เพราะเรานำ ใบตาลโตนด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของพื้นที่ มาใช้เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดเรื่องราวของชุมชนโดยตรงด้วย
ผู้เขียน : ทำไมเราถึงเชื่อมั่นว่าละครชุมชนสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้หรือมันสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร
สมบัติ : การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากตัวเรานะ มันเปิดมุมมองให้กว้างขึ้น ไม่ยึดติดกับความคิดใดความคิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรับฟังเสียงของผู้คนรอบข้าง รวมถึงมุมมองของภาครัฐและผู้ออกแบบโครงสร้างชุมชน เพื่อเข้าใจว่าทำไมพวกเขาตัดสินใจสร้างชุมชนในรูปแบบนั้น แล้วถ้าเรามองต่างออกไปล่ะ เราจะสามารถออกแบบชุมชนในแบบอื่นได้ไหม ละครคือเครื่องมือที่นำพาแนวคิดเหล่านี้มาบรรจบกัน เปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนและตั้งคำถาม ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชน การมีส่วนร่วมในละครแต่ละครั้งไม่ใช่แค่การแสดง แต่เป็นกระบวนการกระตุ้นให้ชุมชนตื่นรู้ และร่วมกันออกแบบอนาคตของตัวเอง นี่จึงไม่ใช่แค่ศิลปะเพื่อความบันเทิง แต่เป็น คู่มือแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่ช่วยจุดประกายให้ทุกคนที่เข้ามามีส่วนร่วมสามารถร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง

ผู้เขียน : แล้วชาวบ้านเขาเข้ามามีส่วนร่วมอย่างไรบ้าง นอกจากบทบาทของผู้ชมการแสดง
สมบัติ : เมื่อเด็ก ๆ ในชุมชนเริ่มสนใจ พวกเขาก็จะชวนพ่อแม่เข้ามามีส่วนร่วม ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ขยายวงกว้างขึ้น แต่กระบวนการที่เราวางไว้ไม่ได้ให้ชาวบ้านเป็นเพียงผู้ชมเท่านั้น พวกเขาเป็น ปราชญ์ชุมชน ที่เราต้องเข้าไปเรียนรู้ เพื่อนำองค์ความรู้เหล่านั้นมาต่อยอด ส่วนในการแสดงละคร ชาวบ้านจะมีบทบาททั้งในฐานะผู้ชมและผู้ร่วมออกแบบกระบวนการ เช่น หากเรานำเสนอเรื่องเกี่ยวกับโควิด หลังจากละครจบ เราจะนั่งพูดคุยกันเพื่อหาแนวทางรับมือร่วมกัน เราจะป้องกันโควิดในชุมชนได้อย่างไร เราจะช่วยเหลือกันแบบไหนกระบวนการนี้เองที่ทำให้ละครกลายเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนและขับเคลื่อนการเรียนรู้ของชุมชนอย่างแท้จริง
ผู้เขีบน : สมบัติคิดว่าละครชุมชนที่เราแสดงมันสามารถขยับในเชิงนโยบายได้ไหม เราคิดถึงขนาดนั้นหรือเปล่าครับ
สมบัติ : การเปลี่ยนแปลงในชุมชนสามารถเกิดขึ้นได้ แต่ต้องใช้เวลา และต้องเริ่มจากรากฐานของชุมชนเอง สิ่งสำคัญ คือ การปรับเปลี่ยนความคิดของคนในพื้นที่ให้เห็นคุณค่าร่วมกัน เพราะเมื่อชุมชนมีมุมมองที่สอดคล้องกัน การเปลี่ยนแปลงก็จะเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ แต่หากการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเพียงด้านล่าง ขณะที่ระดับนโยบายยังคงเดิม ย่อมเกิดความขัดแย้ง ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงจึงควรขยายไปสู่ระดับนโยบายด้วย หรือแม้แต่ให้ชาวบ้านเองเป็นผู้ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบาย จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เมื่อเราทำงานในพื้นที่ต่อเนื่อง หน่วยงานภาครัฐก็เริ่มมองเห็นสิ่งที่เราทำ เช่น อบต.ที่เริ่มให้ความสนใจและเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพาเด็กจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมาเรียนรู้กับเรา หรือการนำผลิตภัณฑ์จากชุมชนไปพัฒนาต่อเป็นสินค้าของอบต.เอง แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นเพียงแรงกระเพื่อมเล็ก ๆ ในชุมชน แต่ผมเชื่อว่ามันสามารถต่อยอดไปได้อีกไกลในอนาคต และหากเราต้องการสร้างศูนย์การเรียนรู้ที่แท้จริง ก็จำเป็นต้องเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบและขับเคลื่อนร่วมกัน

ผู้เขียน : เราขยับจากละครชุมชนที่สมบัติทำอยู่ มามองภาพของกลุ่มละครในพื้นที่ภาคใต้ของเราบ้างดีกว่านะ มองบรรยากาศของกลุ่มละครในภาคใต้อย่างไรบ้างครับ
สมบัติ : อืม….ยาก…ผมหมายถึงว่ามันไม่ค่อยมี
ผู้เขียน : ยังไงอะ คนทำงานทางด้านนี้มีน้อยเหรอครับ
สมบัติ : แม้ตอนนี้ประสบการณ์ด้านการทำงานละครโดยตรงผมเองก็ยังมีไม่มากนัก และยังไม่แน่ใจว่าจำนวนกลุ่มที่ทำละครมีมากเพียงพอหรือเปล่า แต่การนำละครมาใช้เป็นเครื่องมือในการทำโครงการนั้นมีความสำคัญมาก ในภาคใต้เรามีกลุ่มละครต่าง ๆ เช่น กลุ่มมานีมานะ กลุ่มละครสองเล, กลุ่มจากมหาวิทยาลัยทักษิณ และราชภัฏนครศรีธรรมราช กลุ่มที่กระบี่ ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเน้นการทำงานในสถาบันการศึกษามากกว่า และอาจนำละครมามาช่วยส่งเสริมและพัฒนาในโครงการต่าง ๆ อยู่บ้าง
ผู้เขียน : แล้วถ้าเกิดว่าในพื้นที่สงขลาของเราจะมีกลุ่มที่ผลิตละครเวทีขึ้นมาจริง ๆ มันอยู่ได้ไหมครับ หรือเขาต้องเผชิญหน้ากับอะไรบ้าง
อาจารย์หนุ่ม : อนาคตคิดว่าประเด็นการละครมันจะอยู่รอดไหม มันต่อสู้กับอะไรบ้าง
สมบัติ : การต่อสู้ในเส้นทางนี้ไม่ง่ายเลย เพราะผมมองว่าภาครัฐไม่ได้ให้การสนับสนุนศิลปินที่สร้างงานในพื้นที่นี้เท่าที่ควรจะเป็น ทำให้การตั้งหลักยิ่งยากขึ้น ถ้าคุณอยากอยู่ได้จริง ๆ คุณต้องทำงานหลายมิติ ไม่ใช่แค่การเล่นละครเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีการนำเสนอประเด็นต่าง ๆ ทั้งด้านสังคม การศึกษา การเมือง และอื่น ๆ โดยที่ละครจะเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในการสื่อสารเรื่องราวเหล่านั้น การทำงานในพื้นที่นี้จึงต้องยืดหยุ่นและครอบคลุมหลากหลายด้าน เพื่อให้สามารถทำงานละครที่แต่ละคนรักได้อย่างยั่งยืน

ผู้เขียน : เอาจริง ๆ นะ ผมก็คิดและสงสัยว่าสงขลาเป็นเมืองใหญ่ในภาคใต้ มันจะมีกลุ่มที่ผลิตละครเวทีได้เหมือนกรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ มันจะเป็นไปได้ไหม
สมบัติ : สิ่งที่น่าสนใจคือความต้องการของคนเมืองที่อยากชมละครเวที แต่ไม่ใช่แค่การแสดงในมหาวิทยาลัยหรือสถานที่จำกัด แต่เป็นการแสดงในพื้นที่เมืองหรือชุมชน เพราะเรารู้สึกว่าแนวทางนี้มีศักยภาพในการพัฒนาได้จริง ๆ อย่างที่เราเปิดพื้นที่การเรียนรู้ในชุมชน ตอนแรกเราไม่คิดว่าจะมีคนเมืองสนใจมาร่วมเรียนรู้ แต่กลายเป็นว่า คนเมืองกลับติดใจและถามหากิจกรรมตลอดเวลา เมื่อเรามีเครือข่ายและถามพวกเขาว่าสนใจชมละครไหม ปรากฏว่าพวกเขาสนใจไม่ใช่แค่การดูละคร แต่สนใจในกระบวนการทำละครทั้งหมด เพราะรู้สึกว่าเป็นโอกาสที่หายากที่จะได้เห็นขั้นตอนการสร้างสรรค์ละคร และกระบวนการที่ทำให้มันออกมาเป็นผลงาน ซึ่งสิ่งที่ขาดก็แค่การมีคนทำให้มันเกิดขึ้น
ผู้เขียน : นอกจากนี้แล้ว สมบัติคิดว่ามีประเด็นอะไรบ้างที่เป็นปัญหาว่าน่าจะไม่เกิดกลุ่มละครเวทีขึ้นจริง ๆ ในจังหวัดสงขลาของเรา
สมบัติ : ภาพของประเทศและมุมมองของคนในสังคมยังไม่ชัดเจนถึงช่องทางการประกอบอาชีพในด้านนี้ หลายคนยังมองไม่เห็นว่าอาชีพเหล่านี้สามารถทำให้ยืนหยัดและอยู่รอดได้จริง ๆ เพราะค่านิยมของสังคมยังไม่สนับสนุนให้เห็นความสำคัญของการทำงานในสายนี้ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงรายได้ที่อาจไม่ได้สูงมาก และไม่สามารถตอบโจทย์ชีวิตของคนที่มองหาความมั่นคงทางการเงิน เว้นแต่ผู้ที่มีความหลงใหลและแรงบันดาลใจจริง ๆ ในการทำงานในเส้นทางนี้
ผู้เขียน : รายได้หลักอาจจะไม่ได้มาจากค่าตั๋วเข้าชมหรือเปล่า ควรจะมีรายได้จากทางอื่นไหม
ตอบ : ผมชอบวงการละครเวทีของเชียงใหม่นะเพราะที่เชียงใหม่มีกลุ่มละครมากมายที่เติบโตและสามารถดำเนินการได้อย่างยั่งยืน โดยพวกเขาสามารถขายบัตรและสร้างกลุ่มละครที่กระจายไปทั่วเมืองได้จริง แม้จะมีผู้ชมหลักที่ตามไปทุกที่ แต่ก็ยังมีผู้ชมใหม่ ๆ ที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากการเปิดพื้นที่ให้ทุกคนเข้ามาร่วมดูและมีส่วนร่วม เราคิดว่าเริ่มต้นจากจุดนี้แหละ ที่พวกเขากล้าถามตัวเองว่ามันเป็นไปได้ไหมและแล้วก็ทำให้มันเกิดขึ้นจริง
ผู้เขียน : คิดว่าค่านิยมการชมละครเวทีบ้านเรา เขาจะเปิดใจชมไหมนะ
สมบัติ : การเปิดโอกาสให้คนในชุมชนได้สัมผัสกับละครเวทีและละครชุมชนที่เล่นสด ๆ เป็นสิ่งที่หาดูได้ยากมากในปัจจุบัน เพราะส่วนใหญ่คนจะคุ้นเคยกับละครที่ออกอากาศทางทีวีหรือเป็นภาพยนตร์เท่านั้น อย่างที่เราทำโครงการละคนเร่ที่แสดงไปยัง 30 โรงเรียน ซึ่งไม่มีโรงเรียนไหนที่เคยได้ชมละครแบบนี้มาก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่เด็ก ๆ ได้เห็นการแสดงสดแบบนี้ และทุกคนต่างบอกว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ที่น่าประทับใจ แม้จะเป็นการชมการแสดงครั้งแรก แต่เด็ก ๆ ก็สามารถเข้าใจเนื้อหาของละครได้ดีและยังชื่นชอบมาก อยากให้กลับมาจัดแสดงอีกครั้ง เราคิดว่าเด็ก ๆ สนใจและรับชมได้ดี เพราะพวกเขายินดีเปิดรับเพียงแค่ยังไม่มีการสร้างงานแบบนี้อย่างกว้างขวางเท่านั้น

ในบทสนทนาไม่กี่นาทีนี้ เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ “สมบัติ แก้วเนื้ออ่อน” นักการละครชุมชนจากชุมชนวัดจันทร์ ซึ่งได้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับบทบาทของละครชุมชนในการสร้างการเปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งตั้งคำถามสำคัญเกี่ยวกับโอกาสที่เมืองสงขลาจะสามารถพัฒนาและเปิดกลุ่มละครเวทีเพื่อเป็นอาชีพที่ยั่งยืนได้หรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องการการร่วมมือจากทั้งภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และผู้ชม เพื่อสร้างความสนใจและทำให้ละครเวทีสามารถเติบโตและลงหลักปักฐานในสงขลาอย่างแท้จริง ทุกท่านคิดว่ามันจะเป็นจริงได้ไหมครับ
……………………………….
หมายเหตุ ภาพประกอบในบทสัมภาษณ์นี้ได้รับอนุญาตจากคุณสมบัติ แก้วเนื้ออ่อน ให้นำมาจากเฟซบุ๊กส่วนตัวที่ชื่อ Sombat Kaewnueaon เพื่อนำมาเผยแพร่ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเรียนรู้ หากท่านประสงค์จะนำภาพจากบทสัมภาษณ์นี้ไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น กรุณาติดต่อกับเจ้าของภาพโดยตรง



