จากวันโกหกสู่วันรู้เท่าทันสื่ออย่างยั่งยืนด้วยแนวคิด 5Cs สร้างภูมิคุ้มกันพลเมืองในยุคดิจิทัล

“วันเมษาหน้าโง่” หรือ April Fools’ Day ตรงกับวันที่ 1 เมษายนของทุกปี เป็นธรรมเนียมของชาวตะวันตกที่ผู้คนมักจะแกล้งหรือเล่นมุขโกหกกันเพื่อความสนุกสนาน โดยเฉพาะในยุคของสื่อมวลชนดั้งเดิม หลายสื่อใช้โอกาสนี้เผยแพร่ข่าวปลอมเพื่อความบันเทิง ก่อนจะเฉลยความจริงในวันถัดมา แต่ในยุคของโซเชียลมีเดียที่ข้อมูลแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ผู้คนกลับต้องเผชิญกับข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือนเป็นประจำทุกวันที่เปิดรับสื่อสังคม ไม่ใช่เฉพาะในวันที่ 1 เมษายนเท่านั้น ดังนั้น เพื่อส่งเสริมการรับรู้และการรับมือกับข้อมูลเท็จ International Fact-Checking Network (IFCN) จึงกำหนดให้วันที่ 2 เมษายนของทุกปีเป็น “วันตรวจสอบข้อเท็จจริงสากล” (International Fact-Checking Day) เริ่มต้นในปี พ.ศ. 2559 โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้ทั้งสื่อมวลชน หน่วยงานต่าง ๆ และประชาชนทั่วไปเห็นความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนเผยแพร่ รวมถึงส่งเสริมวัฒนธรรมของการแสวงหาความจริงในโลกยุคดิจิทัลที่เต็มไปด้วยข้อมูลมากมายทั้งจริงและเท็จ

เนื่องในห้วงเวลาดังกล่าว เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา โครงการการเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อยกระดับการรู้เท่าทันสื่อ เฝ้าระวังสื่อ และสร้างสรรค์สื่อของประชาชนจังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ดำเนินโครงการโดยคณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้ร่วมกับศูนย์สร้างสรรค์สื่อเพื่อเด็ก เยาวชน และครอบครัว และกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดกิจกรรมเสวนาทางวิชาการออนไลน์ หัวข้อ “April (No) Fools’ Day: เสวนาวิชาการเพื่อการรู้เท่าทันสื่ออย่างยั่งยืน” มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการรู้เท่าทันสื่อ ข้อมูลข่าวสาร และดิจิทัลในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิร่วมเสวนา ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร.วรัชญ์ ครุจิต คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ บรรยายพิเศษ และมีวิทยากรร่วมเสวนา ประกอบด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณภัทร เรืองนภากุล คณะสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ปวิชญา ชนะการณ์ คณะวิทยาการสื่อสาร อาจารย์สุชีวา สิทธิจินดา คณะวิทยาการจัดการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยนครพนม และนายฮาริส มาศชาย ศูนย์สร้างสรรค์สื่อเพื่อเด็ก เยาวชน และครอบครัว โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภีรกาญจน์ ไค่นุ่นนา หัวหน้าโครงการฯ สรุปประเด็นความท้าทายและจังหวะก้าวของการสร้างพลเมืองดิจิทัล

สำหรับการบรรยายของรองศาสตราจารย์ ดร.วรัชญ์ ครุจิต คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ได้นำเสนอถึงปัญหาการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อมวลชนในหลากหลายด้าน ทั้งการนำเสนอข้อมูลเท็จและบิดเบือน การนำเสนอเนื้อหาที่ไม่สร้างสรรค์ ไม่เกิดประโยชน์ และละเมิดสิทธิมนุษยชน และยังได้นำเสนอถึงแนวทางการใช้สื่อออนไลน์สำหรับผู้ปฏิบัติงานของกรมประชาสัมพันธ์และหน่วยงานภาครัฐ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการสื่อสารของทุกวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร โดยประกอบด้วย 4 หลักการ ได้แก่ 1) การยึดถือความถูกต้องของข้อมูล 2) คำนึงถึงผลกระทบทางลบที่อาจเกิดขึ้น 3) มีความรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่นำเสนอ และ 4) การยึดประโยชน์ของสาธารณะ

ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อสังคมมากขึ้นเรื่อย ๆ นั้น รองศาสตราจารย์ ดร.วรัชญ์ มองว่า ควรพิจารณาผลกระทบของ AI ทั้งในมิติของโอกาส ที่ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การวิเคราะห์ข้อมูล และการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ กับอีกด้านคือ มิติของความเสี่ยง ซึ่งสะท้อนถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น หากไม่มีการกำกับดูแลที่เหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกใช้โดยปราศจากจริยธรรม ตัวอย่างของความเสี่ยงที่ควรให้ความสำคัญ เช่น การรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลของผู้ใช้ที่ถูกนำไปเก็บ วิเคราะห์ หรือแชร์โดยไม่ได้รับความยินยอม อาจก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวอย่างร้ายแรง Deepfake ที่เทคโนโลยี AI สามารถสร้างภาพหรือวิดีโอปลอมที่เหมือนจริงมากจนแยกไม่ออก อาจถูกนำไปใช้เพื่อหลอกลวง ทำลายชื่อเสียง หรือปลุกปั่นความเข้าใจผิดในสังคม อาการหลอนของ AI (AI Hallucinations) ปัญญาประดิษฐ์อาจสร้างข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่ไม่เป็นจริงขึ้นมาและอาจทำให้ผู้ใช้เข้าใจผิดหากไม่สามารถแยกแยะได้ การให้คำแนะนำที่เป็นอันตราย โดยเฉพาะกับกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กหรือผู้ที่มีปัญหาทางจิตใจ หาก AI ให้คำแนะนำที่ไม่เหมาะสม อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรือสุขภาพจิตได้ การมีอคติทางเชื้อชาติ เพศ และชาติพันธุ์ หาก AI ถูกฝึกจากชุดข้อมูลที่มีอคติอยู่แล้ว ก็อาจสะท้อนหรือขยายอคติเหล่านั้นออกมา เช่น การเลือกปฏิบัติต่อคนผิวสี เพศ หรือกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ และการลดทอนความเป็นของแท้ (Authenticity) เมื่อภาพ เสียง หรือข้อความสามารถถูกสร้างหรือเปลี่ยนแปลงโดย AI ได้อย่างแนบเนียน สังคมก็อาจเผชิญกับวิกฤตความเชื่อถือในสิ่งที่เห็นและได้ยิน

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณภัทร เรืองนภากุล คณะสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่บรรยายในหัวข้อพลเมืองดิจิทัลและการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล ได้นำเสนอถึงความร่วมมือของมหาวิทยาลัยกับหน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะหน่วยงานเชิงนโยบาย ภาคประชาสังคม และบริษัทโซเชียลมีเดีย จนเกิดความร่วมมือกันเพื่อพัฒนาพลเมืองรู้เท่าทันดิจิทัลและการรู้เท่าทันสื่อ

การสร้างวัฒนธรรมรู้เท่าทันสื่อต้องเริ่มจากการส่งเสริมให้เกิดการตั้งคำถาม โดยที่ไม่มองว่ามันเป็นสิ่งที่ผิดหรือไม่ให้ความเคารพ ซึ่งอาจจะขัดกับวัฒนธรรมของสังคมไทย โดยเฉพาะการตั้งถามกับสิ่งที่ผู้อาวุโสนำเสนอ การตั้งคำถามและถกเถียงด้วยข้อมูลเป็นสิ่งที่จะต้องสร้างให้เกิดขึ้น” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณภัทร กล่าวและเสริมว่า การรู้เท่าทันสื่อยังต้องรู้เท่าทันอารมณ์ของตนเองที่ทำให้เราอยากได้อยากมีและอาจนำไปสู่ภัยออนไลน์ต่าง ๆ และการสื่อสารในเชิงลบเมื่อมีอารมณ์ความรู้สึกกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เมื่อสื่อสารออกไปแล้วจะกลายเป็นดิจิทัลฟุตพริ้นต์ต่อไป นอกจากนี้ยังต้องรู้เท่าทันเทคโนโลยี การเปิดใจและไม่มีอคติ โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่างวัยที่ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้น และยังต้องใช้สื่อสังคมมาช่วยในการสร้างตระหนักรู้ด้านการรู้เท่าทันสื่อและดิจิทัล โดยการร่วมมือกับบริษัทโซเชียลมีเดีย ซึ่งสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกในด้านการรณรงค์ต่าง ๆ ได้

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ปวิชญา ชนะการณ์ อาจารย์สาขานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กล่าวถึงผลการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการรู้เท่าทันสื่อของผู้สูงอายุใน 5 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการการเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อยกระดับการรู้เท่าทันสื่อ เฝ้าระวังสื่อ และสร้างสรรค์สื่อของประชาชนจังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ว่า พบปัจจัยเสี่ยง 5 ด้าน ได้แก่ 1) การแพร่กระจายและหลงเชื่อข่าวปลอม 2) การโดนหลอกลวงจากมิจฉาชีพทางออนไลน์ 3) การขาดทักษะด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร และ 4) การไม่กล้าร้องเรียนเมื่อประสบเหตุจากภัยออนไลน์ เพราะขาดความรู้ความเข้าใจ อาย และกลัวลูกหลานตำหนิ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีปัญหาเฉพาะพื้นที่ที่มีการหลอกให้จับสลาก และสร้างสถานการณ์ให้ซื้อสินค้าราคาถูก แต่สินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งมิจฉาชีพอาจจะเข้ามาในชุมชนและมองหาผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพัง และยังมีการหลอกให้ร่วมลงทุน เชิญชวนร่วมสัมมนาโดยผู้ที่อ้างศาสนาแล้วหยิบสลากลุ้นไปอุมเราะห์ที่ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งโครงการฯ ได้ดำเนินการรวบรวมข้อมูลจัดทำเป็นคู่มือสำหรับการอบรมสำหรับแกนนำผู้สูงอายุ เพื่อจะได้ขยายแนวคิดและทักษะการรู้เท่าทันสื่อต่อไป

อาจารย์สุชีวา สิทธิจินดา อาจารย์จากคณะวิทยาการจัดการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยนครพนม กล่าวว่า จังหวัดนครพนมตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามแขวงคำม่วน สปป.ลาว ที่มีนักเรียนเข้ามาศึกษาต่อในพื้นที่ค่อนข้างมาก และมหาวิทยาลัยได้ร่วมมือกับหลายหน่วยงาน เช่น สสส. กองทุนพัฒนาสื่อฯ ในการสร้างการตระหนักรู้เท่าทันสื่อให้แก่เยาวชนทั้งไทยและลาวด้วย โดยใช้แนวทางการปลูกฝังการรู้เท่าทันสื่อ สอนให้รู้จักแยกแยะเนื้อหาสื่อ มีทักษะเชิงวิพากษ์ ให้รู้จักตั้งคำถามต่อสื่อ ดังเช่นการทำโครงการแคมป์แคมโขง เพื่อพัฒนาทักษะการรู้เท่าทันสื่อให้เยาวชน

เรายังมีการพัฒนาทักษะดิจิทัลสำหรับพลเมือง ที่มุ่งเน้นนักเรียนระดับมัธยมศึกษา มุ่งเน้นการสร้างการตระหนักรู้ในด้านบทบาทหน้าที่ของตนเองในสังคมดิจิทัล เห็นถึงผลกระทบจากการใช้สื่อดิจิทัล โดยการผลิตสื่อขึ้นมาแล้วนำสื่อดังกล่าวไปเผยแพร่เพื่อสร้างการตระหนักรู้ให้แก่กลุ่มเป้าหมาย แม้ว่านครพนมจะประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย แต่การใช้สื่อของเยาวชนก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน” อาจารย์สุชีวากล่าวตอนหนึ่งในการเสวนา

ขณะที่ นายฮาริส มาศชาย ผู้อำนวยการศูนย์สร้างสรรค์สื่อเพื่อเด็ก เยาวชนและครอบครัว กล่าวว่า ศูนย์สร้างสรรค์สื่อฯ เป็นองค์กรธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise: SE) ที่มุ่งเน้นการใช้สื่อเป็นเครื่องมือของการพัฒนาเด็ก เยาวชน และครอบครัวเพื่อการรอบรู้สุขภาพ และสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงได้ ดังเช่นโครงการคิดดี Idol ที่มุ่งเน้นการทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่ ให้สามารถใช้สื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม ซึ่งเป็นบทบาทหนึ่งของการเป็นพลเมืองดิจิทัล

จากแนวโน้มการเกิดขึ้นและแพร่หลายของ AI ก็เป็นโจทย์ของศูนย์สร้างสรรค์สื่อฯ ที่จะนำศักยภาพของ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดที่จะลดต้นทุน ส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ และการเป็นสื่อการเรียนการสอน ซึ่งจะต้องพัฒนาศักยภาพของพลเมืองให้เป็นทั้งผู้ใช้และผู้สร้างที่มีจริยธรรม จึงได้สร้างเครือข่ายนักสื่อสารสุขภาวะให้คนรุ่นใหม่เป็น Creator ที่สร้างสรรค์สื่อเพื่อส่งเสริมสุขภาวะ สร้างแรงบันดาลใจให้คนรอบข้าง และนำไปสู่การสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็เป็นส่วนหนึ่งของการเฝ้าระวังการใช้สื่อด้วย การทำงานของเราไม่ได้มองเพียงแค่สื่อแต่มองถึงการพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้เป็นพลเมืองที่กระตือรือร้น ลุกขึ้นมาสื่อสารเป็น

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญจากการเสวนาทางวิชาการออนไลน์ดังกล่าวต่างมีข้อเสนอร่วมกันต่อการสร้างพลเมืองดิจิทัลภายใต้แนวคิด 5Cs ได้แก่ 1) Critical Thinking (การคิดเชิงวิพากษ์) 2) Communication (การสื่อสารเพื่อสร้างการตระหนักรู้) 3) Collaboration – การประสานความร่วมมือระหว่างกัน 4) Civil Awareness – การตระหนักรู้และมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม และ 5) Culture – การสร้างวัฒนธรรมการรู้เท่าทันในสังคมดิจิทัล มีรายละเอียด ดังนี้

Critical Thinking – การคิดเชิงวิพากษ์

การส่งเสริมให้ประชาชนมีความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เป็นหัวใจของการรู้เท่าทันสื่อและข้อมูลในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะในยุคที่ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือนสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว การคิดเชิงวิพากษ์จะช่วยให้พลเมืองสามารถประเมินแหล่งที่มา เนื้อหา และเจตนาของข้อมูลที่ได้รับอย่างรอบคอบ ซึ่ง UNESCO ระบุว่า การคิดเชิงวิพากษ์เป็นหนึ่งในทักษะหลักของการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ (MIL: Media and Information Literacy)

Communication – การสื่อสารเพื่อสร้างการตระหนักรู้

การใช้พลังของการสื่อสารในการรณรงค์เผยแพร่ความรู้เรื่องการรู้เท่าทันสื่อและข้อมูลข่าวสารไปยังกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง เช่น การผลิตสื่อสร้างสรรค์ที่เข้าใจง่าย การใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อสร้างกระแส และการสื่อสารข้ามรุ่น ข้ามกลุ่มวัย เพื่อลดช่องว่างทางทักษะดิจิทัล

Collaboration – การประสานความร่วมมือระหว่างกัน

การสร้างพลเมืองดิจิทัลไม่อาจสำเร็จได้โดยการทำงานของภาคส่วนใดเพียงลำพัง จึงจำเป็นต้องมีความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อกำหนดแนวทางร่วมในการแก้ไขปัญหาข้อมูลเท็จ ส่งเสริมการรู้เท่าทัน และสนับสนุนทรัพยากรในการอบรมทักษะดิจิทัล ตัวอย่างเช่น ความร่วมมือระหว่าง IFCN กับ Facebook และ Google ในการพัฒนาระบบตรวจสอบข้อเท็จจริง ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับกองทุนพัฒนาสื่อฯ และรวมถึงแพลตฟอร์มสื่อสังคม เป็นต้น

Civil Awareness – การตระหนักรู้และมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม

การเสริมสร้างบทบาทของภาคประชาสังคมเป็นสิ่งสำคัญต่อการส่งเสริมสิทธิ เสรีภาพ และความรับผิดชอบในการใช้สื่อและข้อมูลข่าวสาร ดังเช่นศูนย์สร้างสรรค์สื่อเพื่อเด็ก เยาวชน และครอบครัว ที่เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านการรู้เท่าทันสื่อ ข้อมูลข่าวสาร และดิจิทัล และในปัจจุบันยังได้ให้ความสนใจกับการสร้างการตระหนักรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์แก่ภาคส่วนต่าง ๆ บทบาทรวมไปจนถึงองค์กรภาคประชาสังคมอื่น ๆ ด้วยที่ทำงานภาครัฐ ไปจนถึงประชาชนกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ

Culture – การสร้างวัฒนธรรมการรู้เท่าทันในสังคมดิจิทัล

การสร้างวัฒนธรรมที่ส่งเสริมการใช้สื่ออย่างรับผิดชอบต้องอาศัยเวลาและการปลูกฝังอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ระดับปัจเจก ครอบครัว สถานศึกษา จนถึงระดับประเทศ การบูรณาการทักษะการรู้เท่าทันสื่อในหลักสูตรการศึกษา และการส่งเสริมบทบาทของผู้นำทางความคิดและนักสื่อสารในชุมชนเป็นกุญแจสำคัญ วัฒนธรรมการตั้งคำถามให้เกิดขึ้นในวิถีของประชาชน

หมายเหตุ บทความฉบับนี้มีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยในขั้นตอนการปรับแต่งสำนวนภาษาให้สละสลวยยิ่งขึ้น โดยผู้เขียนได้พิจารณาเนื้อหาที่ AI สร้างขึ้นในแต่ละย่อหน้าเพื่อประเมินว่าเนื้อหานั้นสอดคล้องกับความหมายดั้งเดิมที่ผู้เขียนเรียบเรียงไว้หรือไม่ หากพบว่า AI สร้างข้อความที่คลาดเคลื่อนจากเจตนาหรือข้อเท็จจริงเดิม ผู้เขียนจะทำการปรับแก้ให้ถูกต้องและยังคงไว้ซึ่งความหมายเดิมที่ผู้เขียนได้เรียบเรียงไว้ นอกจากนี้ AI ยังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบและแก้ไขคำผิด รวมถึงให้คำแนะนำสำหรับการตั้งชื่อพาดหัวบทความ ซึ่งผู้เขียนได้นำตัวอย่างเหล่านั้นมาปรับปรุงใหม่อีกครั้งเพื่อให้เหมาะสมกับบริบทและเจตนารมณ์ของเนื้อหาโดยรวม

Rate this post
แชร์บทความ
Scroll to Top