ก่อนอื่นต้องเรียนให้ทุกท่านทราบว่า ทุกคนล้วนมีโอกาสตกเป็นเหยื่อจากการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (Cyberbullying) ได้ทั้งสิ้น แต่หากพิจารณาในมิติของเพศสภาพ (Gender) แล้ว กลับพบว่ามันเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เกิดการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มเพศหญิงและกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ โดยบทความนี้จะนำเสนอประเด็นการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ที่มีต่อเพศหญิงเป็นสำคัญ ซึ่งกำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่อาจมองข้ามได้
ตัวเลขที่ซ่อนอยู่ใต้หน้าจอ
“Cyberbullying” หรือที่เรียกกันในภาษาไทยว่า “การระรานทางไซเบอร์” “การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์” “การอันธพาลทางไซเบอร์” หรืออาจจะเรียกว่า “การคุกคามทางไซเบอร์” เป็นต้น ข้อมูลจาก UNICEF ให้ความหมายว่าเป็นพฤติกรรมการกลั่นแกล้งผู้อื่นผ่านทางเทคโนโลยีดิจิทัล มุ่งหมายให้เป้าหมายเกิดความอับอาย โกรธ หวาดกลัว ดังตัวอย่างต่อไปนี้

- การเผยแพร่ข้อมูลเท็จในรูปแบบต่าง ๆ เกี่ยวกับบุคคลอื่นบนโซเชียลมีเดีย
- การส่งข้อความ รูปภาพ วิดีโอที่ทำร้ายจิตใจ ดูหมิ่น หรือข่มขู่ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ
- การแอบอ้างเป็นบุคคลอื่นและส่งข้อความที่ทำให้เจ้าตัวเสียหาย
- การล่วงละเมิดทางเพศทางไซเบอร์
- การกลั่นแกล้งโดยใช้เครื่องมือ AI ที่สร้างขึ้น
อย่างไรก็ตาม การกลั่นแกล้งแบบเผชิญหน้าและการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์มักเกิดขึ้นควบคู่กันไป แต่การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์จะทิ้งร่องรอยดิจิทัลไว้ ซึ่งเป็นบันทึกที่สามารถเป็นประโยชน์และเป็นหลักฐานในการยับยั้งการกระทำดังกล่าว
สถานการณ์ความรุนแรงทางไซเบอร์ที่มีต่อผู้หญิงทั้งเด็ก เยาวชน และผู้ใหญ่นั้น องค์การสหประชาชาติระบุว่าความรุนแรงในโลกดิจิทัลต่อผู้หญิงนั้นพบได้อย่างแพร่หลายทั่วโลก การศึกษาในหลายภูมิภาคพบว่าผู้หญิงที่ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนมากเคยตกเป็นเหยื่อของการคุกคามออนไลน์ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ตั้งแต่ร้อยละ 16–58 ของผู้หญิงและเด็กหญิงทั่วโลกเคยเผชิญกับความรุนแรงทางดิจิทัล เช่น การคุกคามทางออนไลน์ การสะกดรอยตามทางไซเบอร์ การเผยแพร่ภาพส่วนตัวโดยไม่ได้รับความยินยอม เป็นต้น
สำหรับความรุนแรงทางเพศบนโลกออนไลน์นั้น เรียกว่า Online gender-based violence (OGBV) ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้ข้อสังเกตว่าเพศหญิงและกลุ่มคนหลากหลายทางเพศเป็นเป้าหมายหลักของการโดนคุกคามทางไซเบอร์ ทั้งการใช้ภาษาที่แสดงความเกลียดชัง ดูหมิ่น เหยียดหยาม ข่มขู่ และด้อยค่า โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับเพศ ดังนั้นพื้นที่ทางออนไลน์ จึงอาจไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยของพวกเขาเหล่านั้น
จากประสบการณ์ของผู้เขียนที่ได้รับฟังเรื่องราวการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์จากผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงดังเช่นกรณีนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่ถูกอดีตชายคนรักข่มขู่ว่าจะปล่อยภาพลับออกสู่สาธารณะหากเธอตัดสินใจเลิกราจากเขา สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลใจและหวาดกลัวให้แก่เธออย่างแสนสาหัส
การบูลลี่ทางไซเบอร์จากเยาวชนหญิงคนหนึ่งที่ให้ข้อมูลในโครงการ “คนใต้เท่าทันสื่อ” เธอเล่าประสบการณ์การโดนบูลลี่เกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาและสีผิว แม้การบูลลี่ดังกล่าวจะมาในลักษณะการล้อเลียนเชิงตลกขบขันบนช่องคอมเมนต์ของโซเชียลมีเดีย แต่สำหรับเธอที่ถูกกล่าวถึง เธอบอกเลยว่า “ไม่ตลก” ไปกับคอมเมนต์สนุกสนานเหล่านั้นด้วย
ส่วนผู้หญิงอีกคนเล่าประสบการณ์การโดนบูลลี่ทางไซเบอร์ว่า ภาพถ่ายที่เธอเคยลงในโซเชียลมีเดียถูกนำมาตัดต่อใส่ข้อความที่ทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด และถูกนำไปเผยแพร่ในกลุ่มไลน์ จากนั้นก็มีสมาชิกในกลุ่มเข้ามาแสดงความคิดเห็นในเชิงดูหมิ่นเหยียดหยามทางเพศ จนกระทั่งมีคนรู้จักในกลุ่มดังกล่าวนำเรื่องมาเล่าให้ฟัง เธอถึงได้รู้ว่าชื่อเสียงของตนเองเสียหายจากการตัดต่อภาพนั้น และเมื่อเธอเดินทางไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ กลับได้รับการปฏิบัติที่ไม่น่าพอใจนัก
ไม่เพียงแต่ผู้หญิงคนธรรมดาสามัญเท่านั้น หากหันมองไปยังบุคคลสาธารณะเพศหญิงก็ต้องยอมรับว่าการเป็นผู้หญิงในพื้นที่สาธารณะนั้นมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงกว่าเพศชายในการโดนบูลลี่ผ่านคอมเมนต์รูปแบบต่าง ๆ ดังเช่นกรณีของ คุณแมท ภีรนีย์ คงไทย นักแสดงชื่อดังที่ตัดสินใจดำเนินคดีและฟ้องร้องกลุ่มเกรียนคีย์บอร์ดหลายรายในข้อหาหมิ่นประมาทจนถึงขั้นขึ้นศาลในช่วงปี 2564 ที่ผ่านมา
กรณีศึกษาดังกล่าวได้สะท้อนภาพปัญหาการบูลลี่ทางไซเบอร์ด้วยการวิพากษ์วิจารณ์รูปลักษณ์ภายนอกและสีผิว (Body Shaming) การละเมิดความเป็นส่วนตัวผ่านการเปิดเผยข้อมูลหรือภาพถ่ายที่ทำให้เกิดความอับอาย (Outing and trickery) การแสดงความคิดเห็นเชิงดูหมิ่นและคุกคามทางเพศ (Sexual Harassment) การใส่ร้ายป้ายสี (Denigration) ด้วยการแพร่กระจายข้อมูลเท็จเพื่อทำลายชื่อเสียงของผู้หญิง ซึ่งพฤติกรรมการคุกคามที่ผู้หญิงมักตกเป็นเหยื่อค่อนข้างมาก
นอกจากนี้ พฤติกรรมการระรานทางไซเบอร์ยังสามารถแสดงออกในรูปแบบการปะทะคารม (Flaming) ที่ใช้ถ้อยคำรุนแรงและก้าวร้าวโต้เถียงกันในพื้นที่สาธารณะ การมุ่งเป้าก่อกวน (Harassment) ซ้ำ ๆ เพื่อสร้างความรำคาญและทุกข์ใจในพื้นที่ส่วนตัว การสวมรอยเป็นบุคคลอื่น (Impersonation) เพื่อกระทำการที่สร้างความเสื่อมเสีย การกีดกันเป้าหมายออกจากกลุ่มสังคมออนไลน์ (Exclusion/ostracism) ตลอดจนพฤติกรรมคุกคามที่รุนแรงจนสร้างความหวาดกลัวต่อความปลอดภัยในชีวิต เช่น การเฝ้าติดตามคุกคามทางอินเทอร์เน็ต (Cyberstalking) การถ่ายคลิปวิดีโอขณะทำร้ายร่างกายเพื่อนำมาประจาน (Video recording of assaults) และการคุกคามด้วยข้อความหรือภาพถ่ายที่ล่อแหลมทางเพศ (Sexting) แน่นอนว่าผู้ที่โดนคุกคามทางไซเบอร์ก็มักเป็นผู้หญิงมากกว่าเพศอื่น และจากการศึกษาในสหราชอาณาจักรรายงานว่าเยาวชนหญิงมีประสบการณ์โดนกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ครั้งแรกระหว่างอายุ 14 – 16 ปี
ทำไมผู้หญิงจึงตกเป็นเป้าหมายมากกว่า
คำถามสำคัญที่ตามมาคือเหตุใดเพศหญิงจึงตกเป็นเหยื่อของการระรานหรือคุกคามทางไซเบอร์ในสัดส่วนที่สูงกว่าเพศชาย มุมมองหนึ่งจากการศึกษาอธิบายปรากฏการณ์นี้ผ่านพฤติกรรมการสื่อสารของเพศหญิงโดยระบุว่าเพศหญิงมีอัตราการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์สูงกว่าเพศชาย จึงเพิ่มโอกาสและความเสี่ยงในการเผชิญกับการโดนบูลลี่มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกมุมมองหนึ่งที่โต้แย้งว่าแท้จริงแล้วต้นตอของปัญหาไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมของตัวผู้หญิงเอง หากแต่เป็นผลพวงจากโครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมที่ฝังรากลึกมายาวนาน ซึ่งโลกออนไลน์เป็นพื้นที่ที่สะท้อนและผลิตซ้ำความเหลื่อมล้ำตลอดจนปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิมในโลกออฟไลน์ให้ปรากฏชัดเจนขึ้นเท่านั้นในโลกออนไลน์ ดังต่อไปนี้
ประการแรก โลกออนไลน์ยังคงเป็นพื้นที่ที่ถูกครอบงำโดยค่านิยมแบบชายเป็นใหญ่หรือปิตาธิปไตย (Patriarchy) ที่ไม่ได้มีในชีวิตออฟไลน์เท่านั้น แต่มันได้หล่อหลอมขึ้นในโลกออนไลน์ด้วย ซึ่งผู้หญิงที่แสดงออกในพื้นที่สาธารณะดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง การวิจารณ์ประเด็นสังคม หรือแม้แต่การโพสต์ภาพตัวเองในชีวิตประจำวัน มักเผชิญกับปฏิกิริยาเชิงลบในระดับที่ผู้ชายไม่ต้องเผชิญในระดับเดียวกัน เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Manosphere หรือระบบนิเวศของเนื้อหาที่มีกลิ่นอายของการเกลียดชังผู้หญิงที่กำลังขยายตัวอย่างน่ากังวลบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ
ประการที่สอง ร่างกายของผู้หญิงถูกใช้เป็นอาวุธในการคุกคามได้ง่ายกว่า การนำภาพมาตัดต่อในเชิงลามก การแพร่กระจายภาพส่วนตัวโดยไม่ได้รับความยินยอม (Non-consensual intimate image sharing) หรือที่รู้จักกันในชื่อ Revenge Porn รวมถึงการสร้าง Deepfake เพื่อสร้างวิดีโอปลอมในเชิงลามก ล้วนเป็นอาวุธที่มุ่งเป้าไปที่ผู้หญิงเป็นหลัก เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในยุคปัจจุบันยิ่งทำให้ปัญหาเหล่านี้รุนแรงและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพราะแม้แต่ผู้ที่ไม่มีทักษะด้านเทคนิคก็สามารถสร้าง Deepfake ได้แล้วในปัจจุบัน
ประการที่สาม สังคมมักโยนความรับผิดชอบให้เหยื่อ ทั้งในแง่ที่ว่า “ทำไมถึงส่งรูปให้” หรือ “แต่งตัวแบบนั้นทำไม” ทัศนคติเหล่านี้ทำให้ผู้หญิงที่ถูกกระทำรู้สึกอับอายและไม่กล้าออกมาร้องเรียน โดยผลกระทบทางจิตใจที่พบมากที่สุดในเหยื่อเพศหญิง ได้แก่ อับอาย ความรู้สึกสูญเสียอำนาจควบคุมชีวิต การนอนไม่หลับ และความภาคภูมิใจในตนเองลดลง กรณีศึกษาในต่างประเทศพบว่าผลกระทบนั้นรุนแรงถึงขนาดก่อให้เกิดปัญหาโรคซึมเศร้า และเป็นสาเหตุหนึ่งของการฆ่าตัวตาย ผลกระทบเหล่านี้เกิดขึ้นในสัดส่วนที่สูงกว่าเหยื่อเพศชายอย่างชัดเจน
เมื่อการคุกคามออนไลน์ทำลายชีวิตจริง
กรณีเหล่านี้มีรูปแบบที่คล้ายกันทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการที่ผู้กระทำผิดใช้ประโยชน์จากความไว้วางใจในความสัมพันธ์ส่วนตัว การอาศัยช่องว่างของกฎหมายที่ล้าสมัย และการที่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมักตอบสนองต่อการร้องเรียนของเหยื่อได้ล่าช้าและไม่เพียงพอ
กรณีศึกษาที่เป็นโศกนาฏกรรมที่น่าสนใจอย่าง “เมแกน ไมเออร์” (Megan Meier) เยาวชนหญิงวัย 13 ปีในออสเตรเลีย ที่ตัดสินใจจบชีวิตตนเองลงในปี 2549 โดยเธอตกเป็นเหยื่อของการสร้างตัวตนปลอม (Impersonation) บนสื่อสังคมออนไลน์มายสเปซ (MySpace) เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากการที่แม่ของอดีตเพื่อนสนิทได้สร้างโปรไฟล์ปลอมเป็นเด็กหนุ่มชื่อ “จอช อีแวนส์” เข้ามาตีสนิทเพื่อหลอกลวงให้เกิดความไว้วางใจ ก่อนจะพลิกผันพฤติกรรมเป็นการใช้ถ้อยคำดูหมิ่นและโจมตีทางจิตใจอย่างรุนแรงต่อไมเออร์ที่มีภาวะเปราะบางอยู่เดิมแล้ว แม้ผู้กระทำผิดจะอ้างว่าไม่ได้มีเจตนาโดยตรงให้ไมเออร์ฆ่าตัวตาย แต่การหลอกลวงและคุกคามทางอารมณ์ที่โหดร้ายนี้ได้ผลักไสเหยื่อไปสู่จุดวิกฤตของชีวิต กรณีศึกษานี้ตอกย้ำให้เห็นถึงความรุนแรงของการคุกคามที่ไร้พรมแดนบนโลกออนไลน์ และเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างกฎระเบียบและมาตรการเพื่อปกป้องเยาวชนจากภัยไซเบอร์อย่างจริงจัง
ส่วนที่มาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีสถิติด้านการบูลลี่ทางไซเบอร์ติดอันดับที่ 6 ของโลกและอันดับที่ 2 ของเอเชีย โดยเมื่อปี 2567 ที่ผ่านมามีกรณีโศกนาฏกรรมของอินฟลูเอนเซอร์ที่ชื่อ “เอชา” (Rajeswary Appahu) ที่ตัดสินใจจบชีวิตตนเองหลังโดนคุกคามและข่มขู่ทำร้ายอย่างหนักผ่านแอปพลิเคชัน TikTok กรณีนี้ได้สร้างความโกรธแค้นในสังคมเมื่อกระบวนการยุติธรรมได้แสดงให้เห็นถึงข้อจำกัดในการเอาผิดคนที่บูลลี่เอชา โดยหนึ่งในผู้ก่อเหตุถูกระวางโทษปรับเพียง 100 ริงกิตภายใต้กฎหมายความผิดลหุโทษ เนื่องจากมาเลเซียยังไม่มีกฎหมายอาญาที่ระบุความผิดด้านการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ไว้โดยเฉพาะ ประกอบกับการตั้งข้อสังเกตจากครอบครัวของเหยื่อถึงความหละหลวมในการรวบรวมพยานหลักฐานดิจิทัลของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่ได้ตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของผู้เสียชีวิตเพื่อหาเบาะแสที่อาจนำไปสู่การตั้งข้อหาที่ร้ายแรงกว่าได้
ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงแต่ตอกย้ำถึงความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้จากข้อความบนโลกออนไลน์ แต่ยังชี้ให้เห็นถึงความล้าหลังของโครงสร้างทางกฎหมายและกระบวนการสืบสวนที่ปรับตัวไม่ทันต่อภัยคุกคามยุคดิจิทัล จนกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเรียกร้องเพื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาของประเทศอย่างเร่งด่วน
จากกรณีศึกษาดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงปัญหาที่ซับซ้อนอย่างมากในยุคปัจจุบันคือการที่เทคโนโลยีได้พัฒนาไปเร็วกว่ากฎหมาย การสร้างภาพ Deepfake ในเชิงลามกโดยใช้ใบหน้าของผู้หญิงจากภาพสาธารณะ กลายเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่กฎหมายในหลายประเทศรวมถึงไทยยังไม่มีบทบัญญัติที่ชัดเจนเพียงพอในการดำเนินคดี
นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายสำคัญสามประการ ได้แก่ กระแสต้านสิทธิสตรีที่กำลังเติบโตทั่วโลก การขยายตัวอย่างรวดเร็วของ AI และการแพร่กระจายของเนื้อหาความเกลียดชัง การดูถูกเหยียดหยาม หรือการมีอคติอย่างรุนแรงต่อเพศหญิง (Misogynistic) บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งไม่เพียงแต่เยาวชนหญิงและผู้หญิงวัยผู้ใหญ่เท่านั้นที่ต้องเผชิญกับปัญหานี้ แม้กระทั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในหลายประเทศก็ตกเป็นเป้าโจมตีทางไซเบอร์จากสาเหตุที่พวกเธอเป็นเพศหญิงด้วย
ความเคลื่อนไหวทางกฎหมายและช่องว่างในการคุ้มครองเหยื่อเพศหญิง
ขณะที่หลายประเทศเริ่มออกกฎหมายจัดการกับปัญหานี้โดยตรง เช่น บราซิออกกฎหมายกำหนดให้การคุกคามทางไซเบอร์มีโทษจำคุก สหภาพยุโรปออกกฎหมายคุ้มครองผู้หญิงจากความรุนแรง เป็นต้น ส่วนประเทศไทยยังคงพึ่งพากฎหมายเดิมทั้งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และ 2560 และกฎหมายหมิ่นประมาท ซึ่งจำเป็นจะต้องศึกษาว่ากฎหมายดังกล่าวนั้นครอบคลุมถึงรูปแบบการคุกคามที่เกิดขึ้นใหม่อย่างทันท่วงทีมากน้อยเพียงใด
นอกจากนี้ บทบาทและความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์เป็นอีกหนึ่งมิติที่ไม่อาจละเลยได้ แม้ว่าผู้ให้บริการระดับโลกอย่าง Meta, TikTok และ X จะมีการประกาศนโยบายต่อต้านการคุกคามทางออนไลน์ไว้อย่างชัดเจน ในทางปฏิบัติ ผู้ใช้งานส่วนใหญ่กลับพบว่ากระบวนการจัดการปัญหาเหล่านี้ยังขาดประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ดังตัวอย่างจากระบบการรายงานเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม (Report) ที่มักจะแจ้งผลลัพธ์กลับมาว่า “ไม่พบการละเมิดนโยบาย” ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่เชิงโครงสร้างที่ระบบหรือทีมงานของบริษัทข้ามชาติเหล่านี้ไม่สามารถทำความเข้าใจบริบททางภาษาและวัฒนธรรมการบูลลี่ทางไซเบอร์ที่มีความละเอียดอ่อนและเฉพาะเจาะจงในแต่ละท้องถิ่นได้อย่างเท่าทัน และรูปแบบของการบูลลี่ทางไซเบอร์ในปัจจุบันยังมีแนวโน้มเคลื่อนตัวเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ส่วนตัว (Private Space) บนสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญที่ทำให้ระบบของแพลตฟอร์มยากที่จะเข้าไปตรวจตราและควบคุมได้อย่างทั่วถึง
ดังนั้น บทสรุปของปัญหาที่สังคมไทยและผู้กำหนดนโยบายต้องร่วมกันตระหนักในวันนี้ จึงไม่ใช่การตั้งคำถามเพื่อผลักภาระว่า “ผู้หญิงควรระมัดระวังตัวอย่างไรให้มากขึ้น” หากแต่เป็นความท้าทายที่ว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประเทศไทยจะผลักดันให้เกิดกฎหมายที่ครอบคลุมการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของกลุ่มเปราะบางจากการคุกคามทางไซเบอร์ในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีปลอมแปลงภาพ การเผยแพร่ภาพลับเพื่อแบล็กเมล์ หรือการสะกดรอยคุกคามทางออนไลน์ โดยยึดหลักการป้องกันเชิงรุกที่ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดโศกนาฏกรรมความสูญเสียดังเช่นบทเรียนที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มในฐานะผู้รับผลประโยชน์โดยตรงจากระบบนิเวศทางดิจิทัล จำเป็นต้องยกระดับความรับผิดชอบร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่าการผลิตวาทกรรมแถลงการณ์ว่าองค์กรใส่ใจแล้วปล่อยปละละเลยให้ผู้ถูกกระทำต้องยืนหยัดต่อสู้กับความรุนแรงเพียงลำพัง
อินโฟกราฟิกสรุปประเด็นสำคัญของบทความจาก NotebookLM

รายการอ้างอิง
- คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2567). รู้จัก-เข้าใจ Cyberbullying. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. https://www.psy.chula.ac.th/th/feature-articles/cyberbullying/
- ศูนย์รวมความรู้ ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ. (ม.ป.ป.). ความรุนแรงในโลกดิจิทัลที่มีต่อผู้หญิงและ LGBTQ+. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.). https://resourcecenter.thaihealth.or.th/content/76369-media- media-ความรุนแรงในโลกดิจิทัลที่มีต่อผู้หญิงและ%20LGBTQ%2B
ภาษาอังกฤษ
- ABC News. (2007, November 19). Parents of teen who committed suicide over ‘MySpace’ hoax push for web safety rules. ABC News. https://abcnews.com/GMA/story?id=3882520&page=1
- Channel News Asia. (2024, July 20). Family of Malaysian TikToker Esha who died in cyberbullying case seeking legal advice after offender fined RM100. CNA. https://www.channelnewsasia.com/asia/malaysia-esha-rajeswary-appahu-cyberbullying-suicide-tiktok-alphaquinnsha-4490761
- Julios, C. (2023, May 17). Ignoring online abuse of women MPs has dire consequences. LSE British Politics and Policy. https://blogs.lse.ac.uk/politicsandpolicy/ignoring-online-abuse-of-women-mps-has-dire-consequences/
- Lipede, O. M. (2025, November 27). [Blog] UNiTE to end digital violence against women and girls: # NoExcuse. United Nations Economic Commission for Africa. https://www.uneca.org/stories/%5Bblog%5D-unite-to-end-digital-violence-against-women-and-girls-%23-noexcus
- O’Brien, M. (2024, January 4). Online violence: Real life impacts on women and girls in humanitarian settings. Humanitarian Law & Policy Blog. https://blogs.icrc.org/law-and-policy/2024/01/04/online-violence-real-life-impacts-women-girls-humanitarian-settings/
- UNICEF. (n.d.). Cyberbullying: What is it and how to stop it. https://www.unicef.org/stories/how-to-stop-cyberbullying



