เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 โคแฟคประเทศไทย (COFACT Thailand) ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายจัดงาน “วันตรวจสอบข่าวลวงโลก 2569” (International Fact-Checking Day 2026) ขึ้น ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยภายในงานมีกิจกรรมขับเคลื่อนความรู้ที่น่าสนใจมากมาย อาทิ การปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Lost in Information Disorder” เพื่อถอดบทเรียนจากประสบการณ์ของประเทศไต้หวันและญี่ปุ่น การประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือของเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศเพื่อสร้างพลังปัญญารวมหมู่ พลเมืองตื่นรู้ รับมือข้อมูลลวง ตลอดจนกิจกรรม Talk จากอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของเครือข่ายโคแฟคจากภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วไทย และปิดท้ายด้วยเวทีเสวนาทิศทางและจังหวะก้าวต่อไปของเครือข่ายผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-checker)


นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟคประเทศไทย เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมเนื่องในวันตรวจสอบข่าวลวงโลกได้ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2563 โดยได้รับการสนับสนุนจากหลายองค์กรจนกระทั่งในปัจจุบันมีภาคีต่าง ๆ เข้ามาสนับสนุนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งประเด็นสำหรับการเคลื่อนไหวในปีนี้ก็สอดคล้องกับข้อกังวลจากเวที World Economic Forum ที่ระบุว่าปีนี้ยังคงเป็นปีที่ข้อมูลลวงเป็นความเสี่ยงโลกที่อาจจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อสังคม โดยเฉพาะปัจจุบันที่มีเอไอเข้ามามีอิทธิพลต่อการสื่อสารของผู้คนมากขึ้น

“เมื่อถามว่าข้อมูลลวงเป็นความเสี่ยงโลกแล้วเราจะต้องทำอย่างไรต่อไป คำตอบอย่างหนึ่งก็คือ Keep Calm (ตั้งสติ) และ Fact check (ตรวจสอบข้อมูล) ที่จะเป็นคำตอบหนึ่งสำหรับทางออกในสถานการณ์เช่นนี้ที่จะทำให้ทุกคนตั้งหลักและรู้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงนี้” ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟคประเทศไทยกล่าว

นายมะรูฟ เจะบือราเฮง ประธานมูลนิธิดิจิทัลเพื่อสันติภาพ (Digital4Peace) และเครือข่ายโคแฟคชายแดนใต้ กล่าวถึงสถานการณ์ปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ (Cyber scam) ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า จากข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติพบว่าสถิติภัยคุกคามไซเบอร์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่ปี 2565 – 2568 นั้นมีจำนวนคดีทั้งสิ้น 12,546 คดี มูลค่าความเสียหายประมาณ 705 ล้านบาท หรือคิดเป็นคนจังหวัดชายแดนภาคใต้โดนหลอกเสียเงินวันละประมาณ 5 แสนบาท ซึ่งมีเหยื่อหลากหลายกลุ่ม โดยมีกลุ่มเปราะบางเป็นกลุ่มผู้หญิง วัยทำงาน ซึ่งเป็นเหยื่อสูงที่สุด ผู้สูงอายุในหมู่บ้านห่างไกลที่ขาดทักษะการรู้เท่าทันดิจิทัล ผู้มีรายได้น้อย เป็นต้น

ประธานมูลนิธิดิจิทัลเพื่อสันติภาพ กล่าวว่า เพื่อให้การป้องกันและแก้ปัญหาภัยไซเบอร์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นไปอย่างมีประสิทธิผล จึงมีข้อเสนอเชิงนโยบาย ได้แก่ การจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจแบบบูรณาการ การขยายนโยบายสันติภาพชายแดนใต้ให้ครอบคลุมเรื่องภัยไซเบอร์ด้วย ข้อเสนอในระดับปฏิบัติการ ได้แก่ การเร่งรัดกระบวนการอายัดบัญชี การแจ้งเตือนเชิงรุกด้วยภาษาถิ่น การพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ ข้อเสนอระดับชุมชนและภาคประชาสังคม ได้แก่ การจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาและช่วยเหลือ การส่งเสริมกลไกการตรวจสอบข่าวลวงจากการร่วมมือกันของทุกภาคส่วน ขณะที่มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ควรมีการศึกษาวิจัยและการสื่อสารในบริบทที่เกี่ยวข้องในพื้นที่มากขึ้น



