เฟซบุ๊ก เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่คนไทยหลากหลายวัยรู้จักและคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา เฟซบุ๊กไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่พูดคุยอัปเดตชีวิตหรือรับข่าวสารจากคนรู้จักและคนแปลกหน้าเท่านั้น แต่ยังกลายเป็น “ตลาดซื้อขาย” แหล่งรวมข้อมูลข่าวสาร พื้นที่โฆษณา และช่องทางติดต่อธุรกิจไปพร้อมกัน
จุดแข็งเรื่องการเปิดกว้างของแพลตฟอร์ม กำลังกลายเป็นช่องโหว่ให้มิจฉาชีพแทรกซึมถึงตัวผู้ใช้หรือผู้บริโภคได้อย่างแนบเนียน สิ่งที่น่าเจ็บปวดคือ เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นซ้ำซาก เฟซบุ๊กกลับไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ จากการปล่อยให้คนร้ายใช้พื้นที่หลอกลวงประชาชน แถมยังกอบโกยเม็ดเงินค่าโฆษณาจากมิจฉาชีพทั่วโลกไปนับหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี คำถามที่ตามมา คือ แพลตฟอร์มควรมีส่วนรับผิดชอบกับความสูญเสียนี้หรือไม่ และรูปแบบการรับผิดชอบที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร”
คำถามเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อถกเถียงเชิงทฤษฎีที่ลอยอยู่ในอากาศ แต่กำลังเกิดขึ้นจริงในประเทศไทย เมื่อสภาองค์กรของผู้บริโภค พร้อมทนายความ และกลุ่มผู้เสียหายยื่นฟ้องบริษัทเมตาเจ้าของแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ฐานปล่อยมิจฉาชีพใช้แพลตฟอร์มหลอกลวงผู้บริโภคไทย ละเลยการตรวจสอบและป้องกันถือเป็นคดีแรกของไทย สภาองค์กรของผู้บริโภคยืนยันว่า การฟ้องคดีแพ่งในครั้งนี้ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคไทย และเป็นความพยายามสกัดกั้นการแพร่ระบาดของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ที่นับวันยิ่งขยายตัว โดยข้อเรียกร้องหลักคือให้แพลตฟอร์มแสดงความรับผิดชอบ เยียวยาผู้เสียหาย และวางระบบป้องกันที่รัดกุมกว่าเดิม

ที่มาของการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่มาจากความเสียหายที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าบนแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก ตัวเลขที่สภาผู้บริโภครวบรวมไว้ตั้งแต่ปี 2567 จนถึงเดือนมีนาคม 2569 สะท้อนความรุนแรงของปัญหาได้ชัดเจน
เรื่องร้องเรียนสะสม 6,164 เรื่อง เกี่ยวข้อกับเฟซบุ๊กโดยตรง มากถึง 3,793 เรื่อง
เรื่องร้องเรียนสะสม 6,164 เรื่อง ครอบคลุมกรณีหลอกลวงหลากรูปแบบ ทั้งซื้อสินค้าหรือบริการแล้วไม่ได้รับ ถูกหลอกให้ลงทุน หรือได้รับสินค้าไม่ตรงตามที่โฆษณาไว้ และในจำนวนนี้มากถึง 3,793 เรื่อง หรือเกินกว่าครึ่งหนึ่ง เกี่ยวข้องโดยตรงกับเฟซบุ๊ก
ตัวอย่างเช่น ซื้อของไม่ตรงปก ที่สั่งจากเพจขายของในเฟซบุ๊กแล้วได้ของปลอมหรือไม่ได้ของเลย หลอกลงทุน ที่ชักชวนผ่านโฆษณาดารา นักธุรกิจ หรือแม้แต่หน้าคนรู้จักที่ถูกสวมรอย ทัวร์ทิพย์ ที่โฆษณาแพ็กเกจท่องเที่ยวราคาถูกจนน่าสงสัย แต่พอโอนเงินไปแล้วกลับไม่มีทัวร์ให้ไป เว็บพนันออนไลน์ ที่แฝงตัวมาในรูปโฆษณาที่ได้รับการสนับสนุน และที่หนักที่สุดคือกรณีล่อลวงไปค้ามนุษย์ ซึ่งเริ่มต้นจากโฆษณาชวนไปทำงานต่างประเทศที่ดูน่าเชื่อถือ ก่อนจะจบลงด้วยชะตากรรมที่คาดไม่ถึง โดยเหยื่อหลายคนเป็นกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ตกงาน ผู้สูงอายุ คนหนุ่มสาวที่เพิ่งเรียนจบ ผู้มีรายได้น้อย เป็นต้น
สำหรับคนใต้ที่คุ้นเคยกับการซื้อขายผ่านเพจท้องถิ่น การติดตามข่าวสารชุมชนผ่านกลุ่มเฟซบุ๊ก หรือการหางานผ่านโฆษณาออนไลน์ เรื่องราวเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย เพราะรูปแบบความเสียหายที่พบซ้ำ ๆ ในรายงานของสภาผู้บริโภคล้วนมีจุดร่วมเดียวกัน คือการปล่อยให้มีโฆษณาชักชวนลงทุนหรือขายสินค้าหลอกลวงเผยแพร่บนแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกรณีถูกแอบอ้างชื่อและรูปภาพไปเปิดเพจปลอมเพื่อหลอกลวงผู้อื่นต่อ
ประเด็นที่สภาผู้บริโภคเน้นย้ำเป็นพิเศษคือ โฆษณาหลอกลวงเหล่านี้จำนวนมากไม่ใช่เพียงโพสต์ทั่วไปที่หลุดรอดสายตาผู้ดูแลระบบ หากแต่เป็น “Sponsored Post” หรือโฆษณาที่ได้รับการสนับสนุน ซึ่งหมายความว่าแพลตฟอร์มมีรายได้โดยตรงจากการเผยแพร่เนื้อหาเหล่านั้น นี่คือจุดที่ทำให้ข้อกล่าวอ้างเรื่อง “ความเป็นกลาง” ของแพลตฟอร์มถูกตั้งคำถามอย่างหนักหน่วงยิ่งขึ้น เพราะเอาเข้าจริงแล้ว แพลตฟอร์มรับเงินค่าโฆษณาไปเต็ม ๆ

หากมองในภาพกว้างกว่าเรื่องร้องเรียนของสภาผู้บริโภคเพียงลำพัง สถิติจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ยิ่งตอกย้ำว่านี่ไม่ใช่ปัญหาเล็ก ๆ ที่จำกัดวงอยู่เพียงบางกลุ่ม แต่เป็นวิกฤตระดับชาติที่กำลังกัดกร่อนความไว้วางใจของผู้บริโภคไทยอย่างต่อเนื่อง เพียง 4 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าความเสียหายจากการถูกหลอกลวงออนไลน์ในประเทศไทยสูงถึงกว่า 7,000 ล้านบาทหรือเฉลี่ยแล้ว วันละ 62 ล้านบาท เท่ากับว่าในทุก ๆ ชั่วโมงที่ผ่านไป คนไทยต้องสูญเสียเงินไปกับกลโกงออนไลน์มากกว่า 2.7 ล้านบาท และเมื่อพิจารณาว่าแพลตฟอร์มใดถูกร้องเรียนมากที่สุด คำตอบก็ชัดเจนไม่ต่างจากที่กล่าวมา คือ เฟซบุ๊ก ที่ครองอันดับหนึ่งด้วยจำนวนคดีมากกว่า 50,000 คดี ตัวเลขเหล่านี้คือภาพสะท้อนของความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงกับผู้คนนับล้าน และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คำถามเรื่อง ความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม ไม่อาจถูกปล่อยผ่านไปได้อีกต่อไป

ความรับผิดชอบร่วม ไม่ใช่ภาระของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม การพูดถึงปัญหาการหลอกลวงบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ไม่ควรจบลงเพียงคำถามว่า แพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบแค่ไหน เพราะความปลอดภัยบนโลกดิจิทัลไม่ได้ขึ้นอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง แต่เป็นระบบนิเวศที่ผู้บริโภค แพลตฟอร์ม และภาครัฐ ต่างมีบทบาทที่ต้องทำหน้าที่ของตนเองให้สมบูรณ์
ในฝั่งผู้บริโภค การรู้เท่าทันสื่อยังคงเป็นด่านแรกที่สำคัญเสมอ ตั้งแต่การตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล ไม่หลงเชื่อโปรโมชั่นหรือผลตอบแทนที่ดูดีเกินจริง ตรวจสอบตัวตนของผู้ขายก่อนโอนเงิน ไปจนถึงการไม่รีบแชร์ข้อมูลที่ยังไม่แน่ใจว่าจริงหรือไม่ เพราะในโลกออนไลน์
“ความคุ้นเคย” ไม่ได้เท่ากับ “ความน่าเชื่อถือ” ยอดไลก์หรือจำนวนผู้ติดตามก็ไม่ใช่หลักประกันว่าบัญชีนั้นปลอดภัย
ในฝั่งแพลตฟอร์ม ความรับผิดชอบไม่ควรหยุดอยู่เพียงการเปิดพื้นที่ให้ผู้คนเข้ามาสื่อสารหรือซื้อขาย แต่ต้องครอบคลุมถึงการออกแบบระบบที่ลดโอกาสเกิดความเสียหายตั้งแต่ต้นทาง ไม่ว่าจะเป็นการคัดกรองโฆษณาและเนื้อหาที่เข้าข่ายหลอกลวง การตรวจสอบบัญชีและเพจที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย การจัดการบัญชีปลอมและการแอบอ้างตัวตน ไปจนถึงการมีช่องทางรับแจ้งปัญหาที่เข้าถึงได้จริงและช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแพลตฟอร์มเป็นผู้มีรายได้จากระบบโฆษณา และมีเทคโนโลยีที่กำหนดได้ว่าเนื้อหาใดจะถูกส่งไปให้ใครเห็น
ส่วนภาครัฐ มีบทบาทสำคัญในการทำให้กติกาของโลกดิจิทัลตามทันรูปแบบธุรกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งการกำกับดูแลแพลตฟอร์ม การบังคับใช้กฎหมายกับโฆษณาหลอกลวงอย่างจริงจัง การกำหนดมาตรฐานคุ้มครองผู้บริโภคที่ชัดเจน ตลอดจนการสร้างกลไกที่ทำให้ผู้เสียหายเข้าถึงการเยียวยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้วยเหตุนี้ การรับมือกับภัยหลอกลวงออนไลน์จึงไม่ควรถูกผลักให้เป็นเพียง “ความผิดพลาดของผู้บริโภคที่ไม่ระวัง” หรือเป็นภาระที่แพลตฟอร์มต้องแบกรับเพียงลำพัง แต่ควรถูกมองเป็น ความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งระบบ เพราะต่อให้ผู้บริโภครู้เท่าทันมากขึ้นเพียงใด หากแพลตฟอร์มยังมีช่องโหว่ หรือกฎหมายและกลไกกำกับดูแลยังตามไม่ทันความเปลี่ยนแปลง ความเสี่ยงก็ยังคงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง
ท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของการสร้างพื้นที่ออนไลน์ที่ปลอดภัยคือการทำให้ทุกฝ่าย ทั้งผู้ใช้งาน แพลตฟอร์ม และภาครัฐ ต้องมีส่วนร่วมในการสร้างระบบที่ ไม่เปิดโอกาสให้การหลอกลวงเกิดขึ้นได้ง่ายตั้งแต่แรก คดีการฟ้องร้องMeta ในฐานะบริษัทแม่ของเฟซบุ๊กโดยสภาองค์กรของผู้บริโภคที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของปัญหา แต่นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการทวงถามว่า พื้นที่ที่คนไทยกว่า 50 ล้านบัญชีใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน ควรมีความปลอดภัยมากกว่านี้หรือไม่
รายการอ้างอิง
ปวีณา นิลบุตร. (2569, 8 มิถุนายน). สภาผู้บริโภคฟ้อง แพลตฟอร์มดัง-ธนาคาร ฐานปล่อยมิจฉาชีพหลอกลวงประชาชน. BBC ไทย. https://www.bbc.com/thai/articles/cm2jy912jr0o
สภาองค์กรของผู้บริโภค. (2569, 7 มิถุนายน). สภาผู้บริโภคลุยฟ้องเฟซบุ๊กและอีก 16 ราย ปมโฆษณาลวงซั้าซาก [โพสต์เฟซบุ๊ก]. Facebook. https://www.facebook.com/Lampangconsumers/posts/1463866572444973/
Thai PBS. (2569, 4 มิถุนายน). สภาผู้บริโภคเปิด 8 เหตุผลยื่นฟ้อง “เฟซบุ๊ก” 8 มิ.ย.นี้. Thai PBS News. https://www.thaipbs.or.th/news/content/506687



