“โคแฟค” จัดเวทีถกสมรภูมิข้อมูลข่าวสารยุค AIกังวลทุนนิยมเหนือรัฐ แก้ Cyber Crime ด้วยรัฐเดี่ยวไม่ได้

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ร่วมกับ ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) Digital4Peace เทศบาลนครยะลา พิพิธภัณฑ์เมืองยะลา และคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกันจัดเวที Digital Thinkers Forum #32: สมรภูมิข้อมูลข่าวสาร (Information Battlefield) ณ พิพิธภัณฑ์เมืองยะลา เทศบาลนครยะลา

ดร.พิมพ์รภัช ดุษฎีอิสริยกุล ที่ปรึกษาโคแฟค ประเทศไทย กล่าวว่า จากการจัดเวทีครั้งนี้ว่าเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นท่ามกลางวิกฤตข้อมูลข่าวสารที่ท่วมท้น ซึ่งรุนแรงเทียบเท่ากับภัยธรรมชาติในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ซึ่งทางออกของปัญหานี้อยู่ที่การสร้างปัญญารวมหมู่ที่เน้นการทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย มากกว่าการต่อสู้เพียงลำพัง โดยหัวใจสำคัญที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันคือการสร้างภูมิคุ้มกันด้วย “ทักษะเอ๊ะ” หรือการฝึกตั้งคำถามและตรวจสอบก่อนเชื่อ ซึ่งถือเป็นทักษะที่จำเป็นที่สุดในยุคดิจิทัล ซึ่งมักจะสะท้อนในทุกเวทีที่ผ่านมา

การเสวนาในภาคเช้า หัวข้อ “สมรภูมิข้อมูลข่าวสาร สื่อ สันติภาพ และความมั่นคงสมัยใหม่” โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กุสุมา กูใหญ่ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) และอาจารย์ประจำสาขานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการสื่อสาร หนึ่งในวิทยากร กล่าวว่า เทคโนโลยีที่ก้าวไปอย่างรวดเร็วไม่ได้มาเพียงลำพัง แต่ได้นำพาข้อมูลข่าวสารจำนวนมาด้วย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการช่วงชิงอำนาจและการกำหนดทิศทางความคิดของผู้คนในสังคมโดยกลุ่มผู้มีอิทธิพลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ เจ้าของแบรนด์สินค้า หรือแม้กระทั่งนักการเมือง ที่ต้องการสร้างกระแสความนิยมให้กับตนเอง หรือในทางกลับกันก็อาจใช้เพื่อสร้างความเกลียดชังต่อฝ่ายตรงข้าม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กุสุมา ยังได้ชี้ให้เห็นถึงประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์สื่อที่เกิดขึ้นทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ซึ่งอาจไม่ได้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันหรือรวมเป็นหนึ่งเดียวเสมอไป แต่กลับมีแนวโน้มที่จะแยกตัวออกเป็นระบบเฉพาะของตนเองในแต่ละภูมิภาค ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งในภาวะของการใช้ข้อมูลข่าวสารเป็นส่วนหนึ่งในการทำสงครามข้อมูลข่าวสารระหว่างกัน

รองศาสตราจารย์เอกรินทร์ ต่วนศิริ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี ได้เสนอแนวคิด “ทุนนิยมเหนือรัฐ” โดยมองปัญหาหลายประการที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ไม่ว่าจะเป็นอาชญากรรมทางออนไลน์ที่ประชาชนรู้สึกว่าทำไมรัฐไม่จัดการแก้ปัญหาและการเกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่ที่รัฐเดี่ยวไม่สามารถจัดการหรือเก่งพอที่แก้ปัญหาได้ด้วยลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือกับรัฐอื่น ๆ ในการดำเนินการแก้ปัญหา นอกจากนี้รองศาสตราจารย์เอกรินทร์ยังมองว่ารัฐไทยยังเกิดปัญหาที่เรียกว่า “ทุนนิยมแบบยึดรัฐ” ที่หมายถึงมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเข้าไปยึดกลไกต่าง ๆ ของรัฐ ดังจะเห็นได้จากบุคคลในองค์กรอิสระในประเทศที่ทำหน้าที่กำกับดูแลให้เกิดความโปร่งใส การแข่งขันมีความเป็นธรรม ซึ่งเข้าไปเป็นที่ปรึกษาของบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่หลายแห่ง ดังเช่นการไม่มีการแข่งขันระหว่างค่ายโทรศัพท์มือถือ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับภูมิทัศน์การสื่อสารของประเทศเรา เพราะผู้กำกับควบคุมไม่ได้บังคับใช้กฎหมายได้อย่างเป็นธรรม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ยาสมิน ซัตตาร์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี แสดงความกังวลต่อการใช้ข้อมูลข่าวสารเป็นเครื่องมือสร้างความเกลียดชังในสังคม ซึ่งส่งผลให้ผู้คนขาดการคิดวิเคราะห์และรับฟังกันน้อยลง จนอาจนำไปสู่ความรุนแรงได้ในที่สุด และยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกฎหมายคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ในปัจจุบันว่า แม้จะมีไว้เพื่อป้องกันการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ แต่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฟ้องร้องกันมากกว่า และไม่สามารถป้องกันข้อมูลข่าวสารที่สร้างความเกลียดชังในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเกิดคำถามว่ารัฐไทยมีความจำเป็นต้องมีกฎหมายนี้จริงหรือไม่ และอยากจะให้เป็นประเด็นในถกเถียงกันในสังคม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อับดุลรอนิง สือแต อดีตนักวิชาการคณะวิทยการอิสลาม ม.อ.ปัตตานี ได้นำเสนอแนวคิดสถาปัตยกรรมแห่งข้อมูลข่าวสารที่เห็นว่าข้อมูลในโลกออนไลน์ไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ แต่ถูกจัดการและควบคุมอย่างเป็นระบบโดยกลุ่มอำนาจต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการกำหนดทิศทางความคิด ความเชื่อ และพฤติกรรมของผู้คนในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศมหาอำนาจที่เข้าใจถึงอิทธิพลของข้อมูลข่าวสารที่มีต่อสาธารณะ จึงพยายามควบคุมการไหลเวียนของข้อมูลเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง

ส่วนในภาคบ่ายนั้นเป็นการเสวนา หัวข้อ “ศักยภาพและหลุมพรางของเทคโนโลยีล้ำลึกในชายแดนใต้ Deep Tech in Deep South: Prospects & Pitfalls” โดยนายบัญชา จันทร์สมบูรณ์ กองบรรณาธิการโคแฟค ประเทศไทย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภีรกาญจน์ ไค่นุ่นนา คณบดีคณะวิทยาการสื่อสาร ม.อ.ปัตตานี นายมูฮำมัดอายุบ ปาทาน ประชาสังคมชายแดนใต้ ดำเนินการเสวนาโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมัชชา นิลปัทม์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาการสื่อสารสันติภาพ คณะวิทยาการสื่อสาร ม.อ.ปัตตานี

นายบัญชา จันทร์สมบูรณ์ เล่าถึงสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงในโลกออนไลน์ว่า แต่เดิมนั้นสมาคมนักวิชาชีพเคยออกมาให้ระมัดระวังการนำเสนอเนื้อหาในลักษณะ Click bait มาแล้ว ตอนนี้ดูเหมือนว่าทุกสำนักข่าวแทบจะใช้วิธีการเดียวกันนี้ให้กระตุ้นให้ผู้ใช้สื่อคลิกอ่านข่าวของตนเอง และปัจจุบันมีขั้นกว่าของ Click bait คือ การนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ยั่วให้ผู้อ่านหัวร้อนที่เรียกว่า Rage Bait ซึ่งเป็นคำที่ Oxford Dictionary ประกาศให้เป็นคำแห่งปี 2025 เป็นการพาดหัวที่กระตุ้นให้ผู้อ่านรู้สึกโกรธแล้วเข้าไปอ่าน ทั้งที่เนื้อหาอาจจะไม่ได้มีสาระอะไรมากมาย และนำมาใช้ในสถานการณ์ความขัดแย้งต่าง ๆ ด้วยอย่างเช่นปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา

คณบดีคณะวิทยาการสื่อสาร ม.อ.ปัตตานี แสดงความกังวลต่อปัญหาการใช้ AI สร้างคอนเทนต์ปลอมที่กำลังลุกลามในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ผ่านมาในหลายประเทศอาเซียน เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และทางภาคใต้ของไทยพบว่ามีการแพร่ระบาดของภาพและคลิปวิดีโอเสมือนจริงที่สร้างโดย AI เกี่ยวกับเหตุการณ์ภัยพิบัติ ซึ่งสร้างความสับสนและเป็นอุปสรรคต่อการให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างมาก ในภาวะวิกฤตประชาชนมีความเครียดและกังวลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ภาวะดังกล่าวจะทำให้ทักษะเชิงวิพากษ์ของผู้ใช้สื่อออนไลน์ลดลง และการประมวลผลข้อมูลของสมองก็มักจะใช้กรอบความคิดเดิมในการตัดสินใจเพื่อเชื่อข้อมูลในโลกออนไลน์ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วมีงานวิจัยที่ระบุว่าเพียงแต่เราหยุดคิดเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้เราเอ๊ะและหยุดการเชื่อและแชร์ข้อมูลปลอมได้ ยกเว้นแต่ว่าผู้ใช้จะแชร์ไปเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง

ในขณะเดียวกัน ก็มีข้อสังเกตว่าแพลตฟอร์มตรวจสอบภาพและคลิปจาก AI ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังขาดประสิทธิภาพในการตรวจสอบอย่างน่ากังวล จากการทดสอบนำภาพ AI ไปตรวจสอบบนแพลตฟอร์มยอดนิยมหลายแห่ง พบว่าผลลัพธ์กลับระบุว่าเป็นภาพที่สร้างโดยมนุษย์ พร้อมคำอธิบายที่ดูน่าเชื่อถือ ซึ่งหากไม่มีข้อมูลมาก่อน ผู้ใช้อาจหลงเชื่อได้ง่ายดาย สถานการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามถึงสาเหตุที่แพลตฟอร์มเหล่านี้ไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างแม่นยำ ว่าเป็นเพราะข้อจำกัดของการใช้บริการฟรีหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น ก็เท่ากับว่าการเข้าถึงความจริงในยุค AI กลายเป็นสิ่งที่มีต้นทุน ซึ่งอาจสร้างความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารระหว่างคนรวยกับคนจนได้

ด้านนายมูฮำมัดอายุบ ปาทาน มองว่า การต่อสู้กับปัญหาข้อมูลลวงนั้นจำเป็นต้องคิดในหลายมิติทั้งในเชิงพื้นที่ที่ลงลึกไปถึงเยาวชนคนรุ่นใหม่ในโรงเรียนต่าง ๆ การมีองค์กรภาคประชาชนในการส่งเสริมความรู้ด้านทักษะดิจิทัล ทำให้เกิดโคแฟคในระดับพื้นที่ให้ได้เพื่อสร้างเครือข่ายการตรวจสอบข้อมูลเท็จร่วมกัน ซึ่งจำเป็นจะต้องสร้างเกิดรูปธรรมร่วมกันในการขับเคลื่อนดังกล่าว

หมายเหตุ ขอบคุณภาพประกอบข่าวจากโคแฟค (ประเทศไทย)

Rate this post
แชร์บทความ
Scroll to Top